แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการสต็อก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการสต็อก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เวลามาก เงินหาย เวลาน้อย เงินดี


ในการจัดการต้นทุนทางธุรกิจนั้น ตัวแปรสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ 2 ตัว คือ เวลา และ ตัวเงิน ซึ่งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างมาก มองง่าย ๆ แบบเราทั่วไป ไม่ใช่ธุรกิจก็คือ
.
เก็บเงินลูกค้าได้ช้า เงินเดือนออกช้า โบนัสออกช้า เงินก็ได้ช้า
จ่ายหนี้ช้า จ่ายบัตรเครดิตช้า ก็มีเงินหมุนในกระเป๋ามากขึ้น (แต่ถ้าช้าเกินกำหนด อาจมีดอกเบี้ยงอก จนทำใ้หหนี้งอกขึ้นอีกนะ)
.
ส่วนในทางการบริหารโลจิสติกส์นั้น เวลาและเงินในรูปต้นทุนและยอดขายมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
- ใช้เวลาผลิตนาน กว่าจะได้ขาย เงินรายได้เข้ากระเป๋าก็น้อยลง
- ใช้เวลาผลิตนาน ก็เผาผลาญทรัพยากรทั้งเวลาและเงินที่จ่ายไปแต่ละวัน เงินก็หายไปจากบัญชีเรื่อย ๆ
- ซื้อวัตถุดิบมาเก็บไว้เยอะ เผื่อไว้ใช้นาน ๆ เงินก็จมไปกับกองวัตถุดิบ
- เก็บสินค้าไว้ ไม่ได้เอาไปขายสักที เงินก็หายไปกับกองสินค้า ที่แทนที่จะเป็นตัวทำเงิน กลับเป็นตัวผลาญเงิน
- สั่งซื้อของ กระบวนการเยอะเหลือเกิน กว่าจะได้ลายเซนก็เป็นอาทิตย์ เอกสารให้กรอกเยอะแยะมากมาย รอของ รอแล้วรอเล่า แต่ไม่ได้ของสักที อดโทษ Supplier ไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วข่้างในกันเองนี่แหละ ยื้อกันให้เสียเวลา ของที่จะเอาไปขายได้เงิน ก็ไม่มี เงินหายซะงั้น
- ประชุมกันเดือนละครั้ง ไตรมาสละครั้ง ความถี่ในการพูดคุยกัน เพื่อหารือแผนความต้องการซื้อของของลูกค้ากับแผนการผลิต น้อยมาก กว่าจะได้เจอกัน เล่นปรับรายวันนอกรอบ ขัดแย้งกัน เกี่ยงกันไปมา ส่งผลให้วัตถุดิบสั่งมาเกินมั่ง ขาดมั่ง ผลิตไม่ทันมั่ง ของผลิตมาแต่ขายไม่ได้ ของที่จะขายก็ไม่ได้ผลิต เงินปลิวออกจากกระเป๋าดั่งรถไฟความเร็วสูง
.
- ผลิตสั้น ๆ ได้ขายเร็วขึ้น เงินเข้ากระเป๋าก็เยอะขึ้น
- เก็บวัตถุดิบแค่พอที่จะได้ใช้ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ไม่นานเกิน ไม่น้อยเกิน เงินสดในมือก็เป็นฟ่อน
- ผลิตมาเก็บไว้พอดีหรือเพียงพอกับที่คาดว่าจะขาย มีเผื่อนิดหน่อยกรณีขายได้เกินกว่าที่คาด เงินเหนาะ ๆ เข้าบัญชีแน่ๆ เซลได้ค่าคอมสบายๆ
- ลดกระบวนการยืดเยื้อในการสั่งซื้อของ ไม่ต้องพิรี้พิไรมาก ให้อำนาจบางระดับจัดการได้เลยที่ระดับจำนวนเงินที่เหมาะสม (empowerment) สบายใจ ไม่ต้องอึดอัด รีบได้ของไปผลิตสินค้า เปลี่ยนเป็นเงินมาดีกว่าเยอะ
- ประชุมหารือแผนการขายกับแผนการผลิตสัปดาห์ละครั้ง แก้ไขแผนได้ไว เงินที่ทำท่าว่าจะหาย ก็เก็บกลับคืนได้ทัน ปลายปี ปลื้มกันทั้งบริษัท โบนัสเห็นๆ
.
ของบางอย่าง อย่าให้เวลากับมันมาก เพราะทำให้เราเสียตังโดยไม่จำเป็น
.
จีบสาวคิดว่าไม่ติดแน่ ๆ ก็เปลี่ยนไปจีบคนอื่นดีกว่า (สาวโสด สวย ๆ มีอีกเยอะ)
ทำงานคิดว่าเงินเดือนไม่ขึ้นแน่ ๆ หางานใหม่ดีกว่า แต่ต้องมั่นใจนะว่าเงินเดือนไม่ขึ้นจากธุรกิจบริษัท ไม่ใช่เป็นที่เราเองที่ไม่ตั้งใจทำงาน ไม่พัฒนาตัวเอง
.
เจ็บใจ มันรักษานานกว่า เจ็บตังในกระเป๋า
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Safety Stock หรือ สต๊อกเพื่อความปลอดภัย กับไข่และนมในตู้เย็น???



Safety Stock หรือ สต๊อกเพื่อความปลอดภัย กับไข่และนมในตู้เย็น???
.
Safety Stock ก็แปลตรงตัวอยู่แล้วว่า สต๊อกเพื่อความปลอดภัย เพราะงั้น ถ้ายังอยากอยู่ในโซนปลอดภัย เราก็ต้องสต็อกสิ่งนั้นไว้เสมอ อย่าให้ขาด
.
เหมือนในตู้เย็นเกือบทุกบ้าน ที่ต้องมีไข่หรือนมไว้เสมอ 
.
ความจำเป็นของสิ่งที่เราจะจัดให้มี safety stock คือตัวตัดสิน
.
ตอบด้วยความเข้าใจอย่างง่ายที่สุดว่า ก็เพราะถ้าเราขาดมันไม่ได้แม้สักวัน เราต้องมีมันอยู่ในทุกวันของเรา
.
แหม่ แจ่ม
.
เช่น บ้านที่มีเด็กเล็ก ยังไงก็ต้องมีนมในตู้เย็น เพราะเด็กต้องดื่มนมทุกวัน
บ้านไหนที่กำลังบิ้วกล้ามเนื้อ ซิกส์แพค หรือลดน้ำหนัก ก็ต้องมีไข่ในตู้เย็น เพราะทานไข่ขาว (ไม่เจาะไข่แดง)
.
เมื่อเป็นสินค้าที่เราขายและเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาด หรือมีลุกค้ามาซื้อเรื่อย ๆ คู่แข่งก็ขายเหมือนกัน เราจึงต้องการให้มีสินค้าพร้อมขายเสมอเมื่อลูกค้าสั่งซื้อมา เพราะถ้าเราไม่มีให้กับลูกค้า เขาก็อาจจะไปซื้อกับคู่แข่ง และนั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สร้างประสบการณ์กับคู่แข่ง ถ้าลูกค้าเกิดประทับใจคู่แข่ง และเปรียบเทียบกับเรา ยอดขายเราหายแน่ ๆ
.
การมี safety stock ไว้ในคลัง ณ ระดับหนึ่ง จึงมีความจำเป็นกับสินค้าที่ทำรายได้ให้กับเราอย่างสม่ำเสมอและมีความสำคัญ ส่วนสินค้าอื่น ๆ ไม่ต้องทำ safety stock ก็ได้ เพราะไม่มีผลกระทบมากนัก หากเราไม่มีขายเดี๋ยวนั้น (คือลุกค้ารอได้, เราเจรจาส่งช้าได้ ฯลฯ)
.
ไม่ต่างกับเมื่อตอนหนุ่ม ๆ สาว ๆ มีคอลลาเจนเก็บใน stock ร่างกายไว้เพียบ เที่ยวเท่าไหร่ ดื่มจนเมาแค่ไหน ร่างกายก็ยังฟื้นคืนสภาพได้เร็ว
.
แต่พอแก่ตัวไป ไม่มีคอลลาเจนใน Stock ละสิ แค่นอนดึกวันเดียว เช้ามานี่ เหี่ยวชัดเจน ฮาๆๆๆๆ ถ้าไม่เติมคอลลาเจนเป็น safety stock ไว้แต่เดี๋ยวนี้ พอเวลาจะใช้ไม่มี แล้วระวัง...
.
"น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า"
.
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สต็อกกับความพอใจของลูกค้า


ต้นทุนสินค้าคงคลัง มักจะแปรผันตามระดับการบริการลูกค้าเพื่อเกิดความพึงพอใจสูงสุด ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น??

ตามธรรมชาติของมนุษย์ เราทุกคนต้องการได้ในสิ่งที่เราอยากได้ ยิ่งได้เร็ว ได้ก่อน ยิ่งพอใจ ยิ่งมีความสุขมากกว่าการที่ได้ทีหลัง หรือ อยากได้อะไร แล้วไม่ได้

ไม่ต่างกัน เมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้าอะไรก็ตาม นั่นหมายถึงเขาต้องการในทันทีที่เขาสั่งซื้อ ถ้าไม่ได้ ลูกค้าหลายราย ก็ยกเลิกการสั่งซื้อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีคนขายคนอื่นที่มีของพร้อมให้ ลูกค้าก็ย่อมจะแปรพักตร์ไปหาคนที่ตอบสนองความต้องการได้

แน่นอนว่า นี่ไม่นับรวม กรณีที่สินค้ามีเฉพาะอย่าง หรือสินค้ามีผู้ขายน้อยราย หรือสินค้าราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ผู้ขายหรือผู้ผลิตเกือบทุกราย ไม่อยากเสียลูกค้าไป นโยบายส่วนใหญ่ จึงผลิตหรือสั่งของมาไว้ให้พร้อมเก็บในสต็อก เวลามีคำสั่งซื้อ สินค้าก็พร้อมส่งให้ลูกค้าทันที

เมื่อมีของเก็บไว้เยอะเพื่อให้ตอบสนองลูกค้าได้ 100% (คือมีสินค้าพร้อมส่งเสมอ) ก็จะเกิดต้นทุนสินค้าคงคลังขึ้น ยิ่งถ้าคาดการณ์ความต้องการตลาดไม่ถูกต้อง ก็จะเก็บของไว้มากเกินความจำเป็น จนเกิด Dead-stock ต้นทุนจมหายไปกับของที่ขายได้ไม่หมด

ต้นทุนสินค้าคงคลัง ง่าย ๆ มีอะไรบ้าง

1. เงินที่จ่ายซื้อของไป แต่ยังขายไม่ได้
2. ค่าใช้จ่ายในการเฝ้าของที่ยังไม่ขาย เช่น รปภ. ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าพนักงานเฝ้า ค่าเช่าที่เก็บ เป็นต้น
3. ดอกเบี้ยที่เกิดจากการกูยืมเงิน หรือหมุนวงเงินกู้ไปซื้อของก่อน

แต่ผู้บริหารอาจจะชั่งน้ำหนักแล้วว่า ระหว่างเสียลูกค้ากับเสียเงินค่าต้นทุนสินค้าคงคลังที่สั่งมาเกิน ขอเลือกที่จะไม่เสียลูกค้าดีกว่า โดยเฉพาะกับเศรษฐกิจและการแข่งขันสูงอย่างทุกวันนี้

อยากให้ระดับการบริการลูกค้าสูง ก็ต้องเก็บของเยอะ ต้นทุนสินค้าคงคลังก็เยอะ << ฐานะการเงินต้องมั่นคงมาก จนยอมควักกระเป๋ามาจมไปกับของ อย่าได้แคร์

อยากให้ระดับการบริการลูกค้าต่ำ (มีของบ้าง ไม่มีบ้าง ส่งของทันบ้าง ช้าบ้าง เสียลูกค้าให้คู่แข่งบ้าง เสียเครดิตบ้าง) ต้นทุนสินค้าคลังก็ต่ำ จนอาจเหลือ "0" ก็ได้ (เช่น Pre-order) << ความเสี่ยงสูงเชียว แต่ถ้ามั่นใจ จะกลัวอะไร

หยอดไว้นิดนึงว่า หากบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ดี ๆ ก็ได้ทั้งระดับการบริการที่เหมาะสมกับระดับสินค้าในคลังได้ ไม่เสียลูกค้า ไม่เสียเครดิต ไม่เสียเงินจม ไมเสียใจ

แค่รู้จักวิธีการจัดการประสิทธิภาพโลจิสติกส์เท่านั้นเอง

ปรึกษาเราสิ

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo