แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ inventory แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ inventory แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เวลามาก เงินหาย เวลาน้อย เงินดี


ในการจัดการต้นทุนทางธุรกิจนั้น ตัวแปรสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ 2 ตัว คือ เวลา และ ตัวเงิน ซึ่งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างมาก มองง่าย ๆ แบบเราทั่วไป ไม่ใช่ธุรกิจก็คือ
.
เก็บเงินลูกค้าได้ช้า เงินเดือนออกช้า โบนัสออกช้า เงินก็ได้ช้า
จ่ายหนี้ช้า จ่ายบัตรเครดิตช้า ก็มีเงินหมุนในกระเป๋ามากขึ้น (แต่ถ้าช้าเกินกำหนด อาจมีดอกเบี้ยงอก จนทำใ้หหนี้งอกขึ้นอีกนะ)
.
ส่วนในทางการบริหารโลจิสติกส์นั้น เวลาและเงินในรูปต้นทุนและยอดขายมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
- ใช้เวลาผลิตนาน กว่าจะได้ขาย เงินรายได้เข้ากระเป๋าก็น้อยลง
- ใช้เวลาผลิตนาน ก็เผาผลาญทรัพยากรทั้งเวลาและเงินที่จ่ายไปแต่ละวัน เงินก็หายไปจากบัญชีเรื่อย ๆ
- ซื้อวัตถุดิบมาเก็บไว้เยอะ เผื่อไว้ใช้นาน ๆ เงินก็จมไปกับกองวัตถุดิบ
- เก็บสินค้าไว้ ไม่ได้เอาไปขายสักที เงินก็หายไปกับกองสินค้า ที่แทนที่จะเป็นตัวทำเงิน กลับเป็นตัวผลาญเงิน
- สั่งซื้อของ กระบวนการเยอะเหลือเกิน กว่าจะได้ลายเซนก็เป็นอาทิตย์ เอกสารให้กรอกเยอะแยะมากมาย รอของ รอแล้วรอเล่า แต่ไม่ได้ของสักที อดโทษ Supplier ไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วข่้างในกันเองนี่แหละ ยื้อกันให้เสียเวลา ของที่จะเอาไปขายได้เงิน ก็ไม่มี เงินหายซะงั้น
- ประชุมกันเดือนละครั้ง ไตรมาสละครั้ง ความถี่ในการพูดคุยกัน เพื่อหารือแผนความต้องการซื้อของของลูกค้ากับแผนการผลิต น้อยมาก กว่าจะได้เจอกัน เล่นปรับรายวันนอกรอบ ขัดแย้งกัน เกี่ยงกันไปมา ส่งผลให้วัตถุดิบสั่งมาเกินมั่ง ขาดมั่ง ผลิตไม่ทันมั่ง ของผลิตมาแต่ขายไม่ได้ ของที่จะขายก็ไม่ได้ผลิต เงินปลิวออกจากกระเป๋าดั่งรถไฟความเร็วสูง
.
- ผลิตสั้น ๆ ได้ขายเร็วขึ้น เงินเข้ากระเป๋าก็เยอะขึ้น
- เก็บวัตถุดิบแค่พอที่จะได้ใช้ในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ไม่นานเกิน ไม่น้อยเกิน เงินสดในมือก็เป็นฟ่อน
- ผลิตมาเก็บไว้พอดีหรือเพียงพอกับที่คาดว่าจะขาย มีเผื่อนิดหน่อยกรณีขายได้เกินกว่าที่คาด เงินเหนาะ ๆ เข้าบัญชีแน่ๆ เซลได้ค่าคอมสบายๆ
- ลดกระบวนการยืดเยื้อในการสั่งซื้อของ ไม่ต้องพิรี้พิไรมาก ให้อำนาจบางระดับจัดการได้เลยที่ระดับจำนวนเงินที่เหมาะสม (empowerment) สบายใจ ไม่ต้องอึดอัด รีบได้ของไปผลิตสินค้า เปลี่ยนเป็นเงินมาดีกว่าเยอะ
- ประชุมหารือแผนการขายกับแผนการผลิตสัปดาห์ละครั้ง แก้ไขแผนได้ไว เงินที่ทำท่าว่าจะหาย ก็เก็บกลับคืนได้ทัน ปลายปี ปลื้มกันทั้งบริษัท โบนัสเห็นๆ
.
ของบางอย่าง อย่าให้เวลากับมันมาก เพราะทำให้เราเสียตังโดยไม่จำเป็น
.
จีบสาวคิดว่าไม่ติดแน่ ๆ ก็เปลี่ยนไปจีบคนอื่นดีกว่า (สาวโสด สวย ๆ มีอีกเยอะ)
ทำงานคิดว่าเงินเดือนไม่ขึ้นแน่ ๆ หางานใหม่ดีกว่า แต่ต้องมั่นใจนะว่าเงินเดือนไม่ขึ้นจากธุรกิจบริษัท ไม่ใช่เป็นที่เราเองที่ไม่ตั้งใจทำงาน ไม่พัฒนาตัวเอง
.
เจ็บใจ มันรักษานานกว่า เจ็บตังในกระเป๋า
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

10 คำถาม ตรวจสุขภาพคลัง - ดูดี หรือ ดูได้



ในแต่ละปี เราเกือบทุกคนจะมีนัดตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเช็คว่าร่างกายเรายังไหว ได้ไปต่อ หรือควรซ่อมแซม เพื่อให้อยู่รอด หรือ ควรทำใจว่าเกินเยียวยา 
.
เมื่อไปถึงจุดตรวจ หมอหรือพยาบาลจะทำการตรวจร่างกายเราเบื้องต้น ก่อนวินิจฉัยว่าร่างกายเราเป็นอย่างไร พบโรคหรือมีแนวโน้มว่าจะเจอโรคหรือเปล่า ถ้าเจอ ก็ส่งต่อไปเพื่อรักษากับหมอเฉพาะทาง ถ้าไม่เจอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่รอด เพราะถ้าไม่รักษาความดีไว้ โรคจะถามหาในการตรวจสุขภาพครั้งต่อไปแน่นอน
.
คลังสินค้าก็เช่นกัน ย่อมต้องมีการตรวจสภาพเป็นประจำเพื่อไม่ให้มัน "เกินเยียวยา" ถ้าพบปัญหาแต่เนิ่น ๆ เราก็จะสามารถรักษามันได้อย่างง่าย ๆ แต่ถ้าเจออาการหนัก ต้องวิเคราะห์ปัญหา และแก้ให้ตรงจุด
.
อย่ากรู้หรือไม่ว่า คลังสินค้าเราแค่ "ดูได้" หรือ "ดูดี"
.
ลองเช็คสุขภาพคลังสินค่าเบื้องต้น กับ 10 คำถามง่าย ๆไม่ต้องยุ่งยาก
.
1. นับสินค้าปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ตามรอบการตรวจสอบของบัญชี ใช่หรือไม่
2. ตรวจ 5 ส. ปีละครั้ง ใช่หรือไม่
3. มี Stock card แต่ไม่มีอัพเดท ใช่หรือไม่
4. มี Location tag แต่ชื่อสินค้าไม่ตรงกัน ใช่หรือไม่
5. มีสินค้าผลิตก่อน เก็บไว้ข้างในสุด และไม่เคยหยิบมาใช้ ใช่หรือไม่
6. นับสินค้าแล้วไม่ตรงกับที่บันทึก และทำการแก้ตัวเลขให้ตรงกันทันที โดยไม่ได้ทำ problem solving ใช่หรือไม่
7. ไม่ได้ทำจุดเก็บอุปกรณ์เคลื่อนย้ายให้เป็นสัดส่วน ใช่หรือไม่
8. บันทึกสินค้าเข้า-ออก คลัง แต่ไม่ทุกครั้งไป ใช่หรือไม่
9. ไม่มีการกำหนดวิธีการหยิบสินค้า ใช้วิธีตามที่พนักงานสะดวก ใช่หรือไม่
10. ทุกคนที่ไม่ใช่พนักงานคลังสินค้าสามารถเดินเข้า-ออกคลังได้ตลอดเวลา ใช่หรือไม่
.
หากคำตอบคือใช่ 0 ข้อ แสดงว่า คลังคุณ "ดูดี"
.
หากคำตอบคือใช่ 1-5 ข้อ แสดงว่า คลังคุณแค่ "ดูได้" แต่ยังไม่ "ดูดี"
.
แต่ถ้าตอบว่าใช่มากกว่า 5 ข้อแล้วละก็ นั่นแสดงว่า คลังสินค้าของคุณกำลังเจอโรคที่ต้องพบหมอเฉพาะทางในการรักษา อย่าให้ถึงขนาดเกินเยียวยา รีบพบหมอเร็ว ก็รักษาได้เร็ว
.
นี่เป็นเพียงการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเท่านั้น
.
ครั้งหน้า จะมาวินิจฉัยทีละข้อและให้ยารักษาที่ถูกต้อง รับรอง อาการจะดีขึ้น แต่จะหายสนิทหรือไม่นั้น ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี
.
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Safety Stock หรือ สต๊อกเพื่อความปลอดภัย กับไข่และนมในตู้เย็น???



Safety Stock หรือ สต๊อกเพื่อความปลอดภัย กับไข่และนมในตู้เย็น???
.
Safety Stock ก็แปลตรงตัวอยู่แล้วว่า สต๊อกเพื่อความปลอดภัย เพราะงั้น ถ้ายังอยากอยู่ในโซนปลอดภัย เราก็ต้องสต็อกสิ่งนั้นไว้เสมอ อย่าให้ขาด
.
เหมือนในตู้เย็นเกือบทุกบ้าน ที่ต้องมีไข่หรือนมไว้เสมอ 
.
ความจำเป็นของสิ่งที่เราจะจัดให้มี safety stock คือตัวตัดสิน
.
ตอบด้วยความเข้าใจอย่างง่ายที่สุดว่า ก็เพราะถ้าเราขาดมันไม่ได้แม้สักวัน เราต้องมีมันอยู่ในทุกวันของเรา
.
แหม่ แจ่ม
.
เช่น บ้านที่มีเด็กเล็ก ยังไงก็ต้องมีนมในตู้เย็น เพราะเด็กต้องดื่มนมทุกวัน
บ้านไหนที่กำลังบิ้วกล้ามเนื้อ ซิกส์แพค หรือลดน้ำหนัก ก็ต้องมีไข่ในตู้เย็น เพราะทานไข่ขาว (ไม่เจาะไข่แดง)
.
เมื่อเป็นสินค้าที่เราขายและเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาด หรือมีลุกค้ามาซื้อเรื่อย ๆ คู่แข่งก็ขายเหมือนกัน เราจึงต้องการให้มีสินค้าพร้อมขายเสมอเมื่อลูกค้าสั่งซื้อมา เพราะถ้าเราไม่มีให้กับลูกค้า เขาก็อาจจะไปซื้อกับคู่แข่ง และนั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สร้างประสบการณ์กับคู่แข่ง ถ้าลูกค้าเกิดประทับใจคู่แข่ง และเปรียบเทียบกับเรา ยอดขายเราหายแน่ ๆ
.
การมี safety stock ไว้ในคลัง ณ ระดับหนึ่ง จึงมีความจำเป็นกับสินค้าที่ทำรายได้ให้กับเราอย่างสม่ำเสมอและมีความสำคัญ ส่วนสินค้าอื่น ๆ ไม่ต้องทำ safety stock ก็ได้ เพราะไม่มีผลกระทบมากนัก หากเราไม่มีขายเดี๋ยวนั้น (คือลุกค้ารอได้, เราเจรจาส่งช้าได้ ฯลฯ)
.
ไม่ต่างกับเมื่อตอนหนุ่ม ๆ สาว ๆ มีคอลลาเจนเก็บใน stock ร่างกายไว้เพียบ เที่ยวเท่าไหร่ ดื่มจนเมาแค่ไหน ร่างกายก็ยังฟื้นคืนสภาพได้เร็ว
.
แต่พอแก่ตัวไป ไม่มีคอลลาเจนใน Stock ละสิ แค่นอนดึกวันเดียว เช้ามานี่ เหี่ยวชัดเจน ฮาๆๆๆๆ ถ้าไม่เติมคอลลาเจนเป็น safety stock ไว้แต่เดี๋ยวนี้ พอเวลาจะใช้ไม่มี แล้วระวัง...
.
"น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า"
.
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คลังสินค้า กับ สินค้าคงคลัง ต่างกันอย่างไร



คลังสินค้า กับ สินค้าคงคลัง ต่างกันอย่างไร
..
เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนของในตู้เย็นกับตู้เย็นแหละ คลังสินค้าก็คือตู้เย็น สินค้าคงคลัง ก็คือของที่เราเก็บไว้ในตู้เย็น
..
ของที่เราเก็บในตู้เย็น มีทั้งที่เราตั้งใจซื้อมาเพื่อ
..
- ตุนไว้กินนาน ๆ เปรียบได้กับการซื้อวัตถุดิบหรือผลิตสินค้ามาเก็บสต็อคไว้เยอะ เนื่องจากถูกกว่าถ้าสั่งในปริมาณมาก
- กินวันต่อวัน คือสินค้าเคลื่อนไหวเร็ว ซื้อมาขายไปเร็ว ผลิตวันนี้ อีกไม่กี่วันก็ได้ขาย
- อาหารที่ต้องกินทุกวัน เลยต้องมีติดไว้เผื่อเสมอ ไม่เคยขาดจากตู้เย็น เช่นไข่ หรือนม เหมือน Safety Stock
- ของเน่า หรือหมดอายุ ซุกไว้ข้างในจนลืมไปแล้วว่าซื้อมาเมื่อไหร่ หรือซื้อมาแต่ลืมกิน เพราะซื้ออย่างอื่นมาใส่ไว้จนเต็มตู้ ก็คือ Dead Stock นั่นเอง
- ของที่นาน ๆ กินที แต่ต้องมีไว้ เช่น ไวน์ เบียร์ (นาน ๆ กินทีอาจไม่ใช่สำหรับบางคนที่กินดื่มทุกวัน ฮา) น้ำพริก (เอาไว้กินยามยากจน โดยเฉพาะสิ้นเดือนก่อนเงินออก) เทียบได้กับ Slowmove
..
ส่วนตู้เย็น ก็จะมีช่องต่าง ๆ แบ่งแยกตามประเภทอาหาร ภาชนะบรรจุ ลักษณะการเก็บรักษา แบ่งเป็นช่อง ๆ ชั้นๆ แยกกันไป ก็เหมือนคลังสินค้า ที่เรามีการจัดแบ่งพื้นที่ในการเก็บ รวมถึงติดป้ายบอกรายละเอียดและที่เก็บสินค้า ของที่เราเก็บในตู้เย็น บางคนที่มีการจัดการที่ดีจะมีการติดป้ายบอกวันหมดอายุ หรือ่มืออาหารด้วย
..
ตู้เย็นสะอาด หยิบง่าย หาเจอ ไม่มีของเน่าเหม็นให้ต้องชะงักทุกครั้งที่เปิดตู้ เปิดตู้เย็นที่ ก็สบายตา ไม่ต่างกับการจัดการคลังสินค้าให้ดูดี มีระเบียบ ตามสถานะสินค้าในคลังได้ไม่ยาก
..
ของจะล้นตู้เย็นหรือไม่ ของจะขาดเวลาต้องการหรือไม่ อยากจะกินก็ได้กิน ก็อยู่ที่การจัดการของในตู้เย็น วางแผนว่าวันไหนของจะหมด ต้องซื้อมาเติม ไม่ซื้อของมาจำนวนมากจนเกินกว่าที่กินประจำ หรือซื้อมาแต่ไม่รู้จะกินหรือเปล่าเพียงแค่ลดราคา หรือสะสมแสตมป์แลกของ (แม่บ้านชอบนักแล) นี่แหละ คือการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ
..
อ่านโพสต์นี้จบแล้ว เดินไปสำรวจตู้เย็นในสำนักงาน หรือในบ้านตนเองดูสิ ว่าคุณจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลังดีมากน้อยแค่ไหนกัน
..
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทำไมต้องพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า


ทำไมต้องพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า

การพยากรณ์เป็นกิจกรรมแรกของการวางแผนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการควบคุมปริมาณสินค้าคงคลัง ของในคลังจะพอขายหรือไม่ ของในคลังจะมีมากเกินไปจนล้นคลังหรือไม่ การคาดการณ์ความต้องการลูกค้าล่วงหน้า จะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้

ผู้บริหารควรต้องทราบตัวเลขความต้องการสินค้าของลูกค้า โดยมองจากภาพรวมทั้งหมดแล้วมาแยกย่อยลงในรายตัวสินค้า การพยากรณ์ที่ดีและแม่นยำ จะทำให้องค์กรได้เปรียบคู่แข่ง

แน่นอนว่า เราไม่สามารถพยากรณ์ความต้องการได้ถูกต้อง 100% เพราะลูกค้าและตลาดมีความเปลี่ยนแปลงผันผวนตลอดเวลา แต่การพยากรณ์จะช่วยให้เราเจ็บตัวน้อยกว่าการไม่วางแผนรองรับอะไรไว้เลย ได้แต่ตั้งรับอย่างเดียว

การพยากรณ์ยังช่วยให้เราสามารถกำหนดการใช้ทรัพยากรในโรงงาน ณ ปัจจุบันด้วย ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ เครื่องจักร แรงงาน และที่สำคัญที่สุด เงินสดหมุนเวียน การคาดการณ์ไว้ก่อน จะทำให้เราเตรียมความพร้อมทั้งในช่วงที่ออเดอร์น้อยกว่าที่คิด หรือมามากกว่าที่คาด

อยากเหนื่อยแบบสบาย ก็ควรต้องพยากรณ์ความต้องการลูกค้าไว้ แต่ถ้าอยากเหนื่อยสายตัวแทบขาด ก็ปล่อยผ่านไป

เลือกเอานะ ว่าอยากเหนื่อยแบบไหน

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทางรอด หรือ ทางเลือก??


ทางรอด หรือ ทางเลือก??

ประเภทของสต็อกในคลัง

1. Active stock คือสต็อกสินค้าที่มีการเคลื่อนไหว หรือยังคงมีการขายได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดในเวลาใกล้ ๆ แม้จะมีการขายได้น้อยก็ตาม เช่น ในระยะ 6 เดือน ยังคงมีออเดอร์ซื้อสินค้าตัวนี้อยู่บ้าง สต็อกประเภทนี้ ยังคงทำกำไรให้บริษัทได้

2. Slow move คือสต็อกสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าหรือขายได้น้อยมากในช่วงเวลาที่กำหนดในเวลาที่นานกว่า active แต่ยังไม่ไกลมาก เช่น ใน 1 ปีที่ผ่านมาสินค้าตัวนี้ มีออเดอร์มาแค่ไม่กี่ชิ้น หรือไม่มีเลย สต็อกประเภทนี้ อาจขายได้แบบขาดทุนกำไร เช่นจัดโปรโมชั่นลดราคา และถ้ายังไม่จัดการ จะมีความเสียงในการขาดทุน

3. Dead stock คือสต็อกสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวและขายไม่ได้อีกแล้วในระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนด เช่น สินค้าตัวนี้ ไม่ขายแล้วหรือเลิกขายในตลาดแล้ว สต็อกประเภทนี้ ขายขาดทุนอย่างเดียวหรือขายเป็นขยะ เพื่อได้เงินคืนมาบ้าง (ไม่เป็นศูนย์)

ระยะเวลาในการบอกว่าจะเป็นสต็อกประเภทไหนนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตของสินค้าในตลาดรวมถึงเทคโนโลยีในการผลิต

ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และบัญชี ต้องมีการปรึกษาหารือกันว่าควรจะกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาว่าจะเก็บนานแค่ไหนถึงยังเรียกว่า Active นานแค่ไหนจะบอกได้ว่า Slow และนานแค่ไหน ควรตัดเป็น Dead โดยต้องอาศุยข้อมูลจากคลังสินค้า ที่ต้องรายงานระยะเวลาที่สินค้านั้นเก็บในคลัง

อยากรู้ว่า บริษัทยังไปต่อได้หรือไม่ ส่วนนึงต้องดูด้วยว่า สต็อกที่เก็บไว้ตอนนี้ มีประเภทไหนมาก

Dead และ Slow คือทางรอด หรือก็แค่ทางเลือก??

ถ้ามีประเภท Active อยู่ในสัดส่วนที่มากกว่า ก็ยิ้มออก

แต่ถ้าประเภท Slow กับ Dead มีเยอะ ก็เตรียมตัวเดดสะมอเร่กันได้เลย

จะฟื้นคืนชีพได้ ก็ต้องจัดการ Dead กับ Slow อย่างด่วน

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตัวอย่างแผนการปรับปรุงการจัดการคลังสินค้า


ปัญหาที่หลาย ๆ คนกำลังประสบอยู่ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ว่าคลังมีปัญหา กลับเป็นว่า รู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่รู้จะเริ่มแก้ปัญหายังไง

วิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ คือการทำ ส. ตัวแรก ใน 5 ส. นั่นคือการสะสาง และค่อยทำสะดวกแล้วจึงสะอาด

สะสางในที่นี้คือการแจกแจงงานที่ทำอยู่ตอนนี้ พื้นที่ที่เราใช้งานทุกวัน มองมันออกมาให้เห็นภาพว่าเราทำอะไรกันอยู่ ถูกผิดไม่ว่ากัน แต่เอาที่ทำงานตามจริง

จากนั้นค่อยมาจัดหมวดหมู่งาน ไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่สินค้า หรือหมวดหมู่ของสถานที่เก็บ จะเก็บอะไรตรงไหนที่ทำให้เราสะดวกในการเข้าถึง ไม่ใช่พอระบุที่เก็บแล้ว แต่หยิบของกันยากเหลือเกิน อันนี้ ก็แทนที่จะแก้ปัญหา กลับเพิ่มปัญหา แล้วที่สุด ก็กลับไปสู่วงจรเดิม ๆ

หากเจอปัญหา ก็ขอให้เป็นปัญหาใหม่ ๆ ที่ทำให้เราได้ทำ "Kaizen" กันมากกว่า "ใครเซ็ง"

เมื่อสะสางและเห็นทางสะดวกในการทำงานและสร้างความสะอาดของคลัง ก็มาลงมือเขียนกระบวนการทำงานที่ใช่สำหรับคลังของเรา (ไม่ใช่คลังของใคร)

อย่าเอากระบวนการคนอื่นมาใช้กับเราโดยไม่ดูตัวเราเอง เพราะเราทำงานไม่เหมือนกัน ขอให้ตั้งเป้าหมายสำคัญในการจัดทำกระบวนการ คือการตอบสนองลูกค้าให้ได้ 4 ถูก คือถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา และถูกใจ

การปรับปรุงสินค้าในคลัง ไม่สามารถทำได้คนเดียว หรือแค่ทีมเดียว แต่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่เฉพาะฝ่ายคลัง แต่หมายถึงคนอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคลังด้วย เข้านอกออกใน ทำให้ถูกกฏระเบียบ

ซึ่งเป็น ส. สุดท้ายที่ทำให้การปรับปรุงไม่จบไม่สิ้น ส.นิสัย นั่นเอง

แต่อยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งไปกลัว ส. สุดท้าย ขอแค่ให้เริ่มทำ 3 ส. แรกให้ได้ก่อน

เพราะถ้าไม่เริ่มนับ 1 ก็ไม่มีวันนับถึง 10

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เขียน logistics flow


ในการเริ่มต้นปรับปรุงกระบวนการลอจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนในองค์กรนั้น คุณต้องทราบถึงเส้นทางการไหลลอจิสติกส์หรือ Logistics Flow ซะก่อน โดยควรทำ 2 กระบวนการเคียงคู่กันนั่นคือ

Information Flow และ Material Flow

อย่างที่ได้เขียนไปในโพสต์ก่อนหน้าว่า ในกระบวนการของโซ่อุปทาน หรือ ซัพพลายเชนนั้น มีการไหล 3 อย่างคือ

Financial Flow
Material Flow
Information Flow

โดยการทำ Flow 2 แบบหลังนั้น เพื่อจะให้เราได้มองเห็นว่า การเชื่อมโยงของแต่ละจุดทำงาน มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร เพื่อที่จะได้ แงะ แคะ แกะ เกา ว่าจุดใดที่ทำให้ลอจิสติกส์ของเราเปลืองต้นทุนโดยใช่เหตุ

ผังกระบวนการต้องเริ่มนับแต่วัตถุดิบเข้ามาอย่างไร นับแต่มีออเดอร์หรือก่อนมีออร์เดอร์ (Make to Order, Make to Stock? โอกาสหน้าจะมาเขียนให้อ่านกันว่ามันค่างกันอย่างไร) จนกระทั่งสินค้านำขึ้นรถเพื่อส่งให้ลูกค้า ควบคู่ไปกับว่า ข้อมูลจากลูกค้าส่งต่อ/ประสานงานไปยังแต่ละหน่วยงานครบถ้วนทุกแผนกหรือไม่

ทั้งนี้ การวาดผังกระบวนการไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้แผนกใดแผนกหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งทำขึ้นมา แต่ต้องทำร่วมกันในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่า แผนกวางแผน หรือแผนกลอจิสติกส์จะเป็นผู้นำหลักในการจัดทำขึ้น

หากคุณเป็นผู้บริหาร คุณจะรู้ได้ทันทีเลยจากกิจกรรมและผังกระบวนการนี้ว่า

"เลือดคุณไหลออกจากตัวได้อย่างไร"

ย้ำว่า นี่มิใช่การทำผังคนทำงาน แต่คือการทำผังกระบวนการ

อย่าชี้เป้าที่รายบุคคล แต่ให้ชี้ไปที่กระบวนการ

จำไว้!!

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==


==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==

แน่นอนว่าการมีโปรแกรมช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง จะเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยคุณอย่างมาก แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับเทพแค่ไหน คุณก็ปวดกบาลได้เหมือนกัน

เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เอ๊ย เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้

การจัดการสินค้าคงคลังระดับเทพ อย่างน้อย ต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

1. **การจัดกลุ่มสินค้า**
2. **ป้ายระบุสถานที่เก็บ**
3. **คำอธิบายสินค้า**
4. **รหัสสินค้า**

ทั้ง 4 ส่วน ได้กล่าวไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้ เราจะมาบอกอีก 4 ส่วนที่เหลือ นั่นก็คือ

5. **หน่วยนับ**
ควรเป็นหน่วยนับเดียวกัน เช่น นับเป็นชิ้น กล่อง ถุง พาลเลท น้ำหนักเป็นกิโลกรัม กรัม ตัน คิว ขนาดพื้นที่เป็นตารางเมตร ตารางเซนติเมตร เมื่อมีคำสั่งซื้อ จะได้ส่งสินค้าออกไปได้ในปริมาณที่ถูกต้อง และมีผลต่อการกำหนดจำนวนสินค้าคงคลังที่ต้องเก็บน้อยที่สุด และมากที่สุดด้วย

6. **การตรวจนับสินค้า**
เมื่อมีการหยิบสินค้าออก เก็บสินค้าเข้าชั้น ก็ต้องมีการตรวจนับสินค้าว่าคงเหลืออยู่เท่าไหร่ กระบวนการตรวจนับควรจะง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน จำไว้ว่ายิ่งคนเราวุ่นวายกับตัวเลขจำนวนมากเท่าไหร่ ความผิดพลาดจะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น กำหนดวิธีการตรวจนับที่สะดวก แต่แม่นยำเป็นการป้องกันความผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง

7. **โปรแกรมการค้นหาสินค้า**
คนสมัยก่อน จะใช้ปากกาจดรายการสิ่งของลงในสมุด เวลาจะค้นหาว่า สินค้าเก็บไว้ตรงไหน เหลือเท่าไหร่ ถ้าคนที่หาไม่ใช่คนที่บันทึก ก็จะใช้เวลานานกว่าจะได้คำตอบ ไม่เว้นแม้แต่การทำงานในปัจจุบัน แม้ว่า จะใช้โปรแกรม Excel เก็บข้อมูลไว้ เมื่อจะใช้สอบถามข้อมูลสินค้า ก็เพียงกด ctrl+F แล้วค้นหา แต่ถ้าคุณมีข้อมูลในนั้นมาก หรือย้อนหาข้อมูลสมัย2-3 ปีที่แล้ว Excel คุณอาจจะแฮงก์ จึงขอแนะนำให้มีโปรแกรมสินค้าคงคลังแบบง่าย ๆ ไว้ใช้ ดีกว่าการใช้ Excel ในการจัดการ ปัจจุบัน โปรแกรมจัดการคลังสินค้ามีการพัฒนาออกมามาก ธุรกิจเล็ก ๆ สามารถซื้อหาได้ในราคาถูกแสนถูก เผลอ ๆ มีออปชั่นเสริมเพียบ

8. ***ความสำคัญของพนักงานคลังสินค้า**
สุดท้าย ท้ายสุด กิจกรรมใด ๆ ในคลังสินค้า ย่อมยังต้องมีคนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหยิบ การเก็บ การบันทึกข้อมูล การตรวจนับสินค้า เชื่อหรือไม่ว่า ความผิดพลาดทั้งหลายในคลังสินค้า เช่น ของหาย ของหาไม่เจอ ของเต็มคลัง ล้วนแล้วแต่มาจากคนทั้งสิ้น โปรแกรมไม่ช่วยให้ความผิดพลาดหายไป เช่นนั้นแล้ว คุณต้องจัดทำนโยบายการทำงาน และอบรมพนักงานคลังสินค้าให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เขาต้องเกี่ยวข้องและตัวเขาเองที่มีต่อบริษัท ทุกกิจกรรมที่เขาทำอยู่ทุกวัน มีผลต่อการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงความอยู่รอดของบริษัทและตัวเขาเอง ดังนั้น พนักงานทุกคนในคลังสินค้า จึงมีความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

(ทิ้งท้ายแม้แต่ที่ปรึกษาเก่ง ๆ โปรแกรมแพง ๆ ก็ไม่อาจช่วยปรับปรุงแก้ไข และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังของท่านได้ หากพนักงานของท่านไม่ให้ความร่วมมือ)

เรื่องง่าย ๆ กับการจัดการคลังสินค้า ที่ตอนนี้ คุณได้รู้แล้ว
และพรุ่งนี้ คุณจะคุยกับใคร ก็ รู้ เรื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.clearlyinventory.com/
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

==แบไต๋ 8 เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 1==




==แบไต๋ 8 เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 1==

แน่นอนว่าการมีโปรแกรมช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง จะเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยคุณอย่างมาก แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับเทพแค่ไหน คุณก็ปวดกบาลได้เหมือนกัน

เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เอ๊ย เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้

การจัดการสินค้าคงคลังระดับเทพ อย่างน้อย ต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

1. **การจัดกลุ่มสินค้า**
ของในคลัง ต้องแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มเป็นก้อนให้ชัดเจนและเข้าถึงง่าย พนักงานคลังควรรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เดินไปตรงจุดที่จะหยิบสินค้าได้ถูกต้อง สินค้าประเภทวัตถุอันตราย ประเภทขนาดใหญ่มาก หรือแยกแยะตามชนิดการใช้งานที่ต่างกัน มีป้ายระบุชื่อ-ที่อยู่ให้ดี ก็เหมือนช้อปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เกตแหละ ป้ายสินค้า ป้ายราคา ต้องมีติด พื้นที่ไหนว่าง ก็ละเลยไม่ได้ ควรต้องทำป้ายระบุว่า เป็นพื้นที่สำหรับวางอะไร หากไม่ทำป้ายบอกไว้ แม่บ้านอาจเอาไม้กวาด ถังขยะมาวาง หรือพนักงานในคลังเอง มักง่าย เอาอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้ มาวางระเกะระกะไปหมด ดูไม่มืออาชีพเอาซะเลย

2. **ป้ายระบุสถานที่เก็บ**
บนป้ายระบุสถานที่เก็บ ต้องเขียนด้วยตัวอักษรที่ใคร ๆ ก็อ่านได้ง่าย ความเป็นศิลปินออกแบบตัวอักษร อย่าเอามาใช้ นอกจากนั้น ก็ต้องระบุพิกัดให้ชัดเจนด้วยว่าอยู่แถวไหน ชั้นไหน เช่น A-1-1 หมายถึง แถว A ชั้น 1 ช่อง 1 เป็นต้น
ที่สำคัญ วาดรูปลูกศรชี้ไปตรงสินค้าที่เก็บ จะทำให้มีการตรวจสอบและหยิบสินค้าได้ถูกมากขึ้น

3. **คำอธิบายสินค้า**
สินค้าที่หลากหลายในคลังสินค้า อาจทำให้คนทำงานสับสน บางอย่างก็แตกต่างชัดเจนในเรื่องขนาด บางอย่างก็ใกล้เคียงกันเหลือเกิน แยกแยะไม่ค่อยได้ในเวลาอันจำกัด ซึ่งทำให้หยิบสินค้ามาผิด แล้วต้องเสียเวลากลับไปหยิบใหม่ ถ้ารู้ตัว แต่ถ้าไม่รู้ตัว สินค้าผิด ๆ นั้น ก็จะถูกส่งออกไปให้ลูกค้าแล้วความโชคร้ายก็จะมาเยือนทันที โดนด่ากันระนาวตั้งแต่ผู้บริหารยันพนักงานหยิบของ 

ดังนั้น บนสินค้าแต่ละชนิดต้องจำแนกแจกแจงให้ชัดเจนถึงความแตกต่างจากสินค้าตัวอื่น เช่นสินค้าประเภทเดียวกัน แต่สีต่างกัน ขนาดต่างกัน ก็ต้องระบุสีและขนาดด้วย หากรอบการสั่งซื้อมีผลต่อการขายสินค้า ก็ต้องระบุวันที่สั่งซื้อ

4. **รหัสสินค้า**
นักเรียนทุกคน เมื่ออยู่ในโรงเรียน จะมีรหัสนักเรียน หนังสือทุกเล่มในห้องสมุด ก็จะมีรหัสหนังสือ สินค้าก็เช่นกัน เมื่อมารวมกันมาก ๆ ควรจะมีรหัสเป็นของตัวเอง เวลาค้นหา จะได้ทำได้ง่าย ค้นแล้ว เจอเลย ความยาวของรหัสสินค้า ไม่ควรเกิน 5-6 ตัว เช่น สอน123 สอน124 สอน125

ติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.clearlyinventory.com
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช