แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ warehouse แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ warehouse แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

ตรวจนับสินค้าไปทำไม??!!



ตรวจนับสินค้าไปทำไม??!!

ในการนับสินค้า ก็เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่เรามีนั้น มีอะไรบ้าง เหลือเท่าไหร่ ตรงกันกับจำนวนที่เรารับเข้า จ่ายออกหรือไม่ ไม่ใช่เพียงแค่นับว่าสินค้าเราเหลืออยู่เท่าไร่แล้วแก้ไขให้ตรงกับที่บันทึก ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราไม่สนใจความถูกผิดของจำนวนสินค้าในสต๊อก ไม่ได้หาสาเหตุของจำนวนสินค้าที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้หาทางป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก
การที่สินค้าที่เรานับได้ไม่ตรงกับปริมาณคงเหลือจากการบันทึก มีผลอย่างไร แล้วเราต้องใส่ใจกับมันด้วยหรือ
ตอบง่าย ๆ แบบไม่ใช่กำปั้นทุบดินก็คือ เงินคุณหายไปจากกระเป๋าไง ไม่ว่าจะเป็น
สินค้าที่นับได้ น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แสดงว่า ของหาย เพราะถ้าบันทึกถูกต้อง รับเข้า จ่ายออก หักลบแล้ว มันควรเหลือตามที่บันทึก  แต่เหตุไฉน ของที่นับได้ถึงเหลือน้อยกว่า นั่นก็เพราะมีการหยิบไปเกิน หรือมีขโมย!!! หรือ
สินค้าที่นับได้ มากกว่าที่ควรจะเป็น ดูเหมือนว่าจะดี เพราะยังมีของอยู่ ของไม่หาย แต่ลองคิดดี ๆ ว่า ของที่มีมากกว่าที่บันทึก อาจจะหมายถึงการที่คุณหยิบสินค้าส่งให้ลูกค้าไม่ครบจำนวนที่ลูกค้าสั่งมา หรือมีการหยิบสินค้าผิด หยิบตัวอื่นไปส่งให้ลกค้าแทน ลุกค้าได้สินค้าไม่ใช่ตามที่สั่ง ซึ่งทั้งสองอย่าง ไม่ส่งผลดีต่อบริษัทแน่นอน จริงมั้ย
ดังนั้นแล้ว การนับสินค้าแต่ละครั้ง อย่าเพียงแค่นับแล้วเทียบกับที่บันทึก จากนั้นก็แก้ไขให้ตัวเลขตรงกัน แต่ให้วิเคราะห์หาสามเหตุของปัญหา แล้วหาทางป้องกันไม่ใช่เกิดขึ้นอีกในการนับครั้งหน้าด้วย
คำถาม ความถูกต้องของสินค้าคงคลังควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบกับที่เราบันทึกไว้
คำตอบ ถ้าคุณไม่อยากให้เงินหาย ลูกค้าหด เปอร์เซ็นต์ความถูกต้องของสินค้าคงคลัง คือ 100% นั่นคือ จำนวนที่นับได้ ต้องเท่ากับที่บันทึก
ครั้งต่อไป จะมาบอกเล่าถึงวิธีการทำอย่างไรให้ความถูกต้องของสินค้าคงคลังเป็น 100%

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

10 คำถาม ตรวจสุขภาพคลัง - ดูดี หรือ ดูได้



ในแต่ละปี เราเกือบทุกคนจะมีนัดตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเช็คว่าร่างกายเรายังไหว ได้ไปต่อ หรือควรซ่อมแซม เพื่อให้อยู่รอด หรือ ควรทำใจว่าเกินเยียวยา 
.
เมื่อไปถึงจุดตรวจ หมอหรือพยาบาลจะทำการตรวจร่างกายเราเบื้องต้น ก่อนวินิจฉัยว่าร่างกายเราเป็นอย่างไร พบโรคหรือมีแนวโน้มว่าจะเจอโรคหรือเปล่า ถ้าเจอ ก็ส่งต่อไปเพื่อรักษากับหมอเฉพาะทาง ถ้าไม่เจอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่รอด เพราะถ้าไม่รักษาความดีไว้ โรคจะถามหาในการตรวจสุขภาพครั้งต่อไปแน่นอน
.
คลังสินค้าก็เช่นกัน ย่อมต้องมีการตรวจสภาพเป็นประจำเพื่อไม่ให้มัน "เกินเยียวยา" ถ้าพบปัญหาแต่เนิ่น ๆ เราก็จะสามารถรักษามันได้อย่างง่าย ๆ แต่ถ้าเจออาการหนัก ต้องวิเคราะห์ปัญหา และแก้ให้ตรงจุด
.
อย่ากรู้หรือไม่ว่า คลังสินค้าเราแค่ "ดูได้" หรือ "ดูดี"
.
ลองเช็คสุขภาพคลังสินค่าเบื้องต้น กับ 10 คำถามง่าย ๆไม่ต้องยุ่งยาก
.
1. นับสินค้าปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ตามรอบการตรวจสอบของบัญชี ใช่หรือไม่
2. ตรวจ 5 ส. ปีละครั้ง ใช่หรือไม่
3. มี Stock card แต่ไม่มีอัพเดท ใช่หรือไม่
4. มี Location tag แต่ชื่อสินค้าไม่ตรงกัน ใช่หรือไม่
5. มีสินค้าผลิตก่อน เก็บไว้ข้างในสุด และไม่เคยหยิบมาใช้ ใช่หรือไม่
6. นับสินค้าแล้วไม่ตรงกับที่บันทึก และทำการแก้ตัวเลขให้ตรงกันทันที โดยไม่ได้ทำ problem solving ใช่หรือไม่
7. ไม่ได้ทำจุดเก็บอุปกรณ์เคลื่อนย้ายให้เป็นสัดส่วน ใช่หรือไม่
8. บันทึกสินค้าเข้า-ออก คลัง แต่ไม่ทุกครั้งไป ใช่หรือไม่
9. ไม่มีการกำหนดวิธีการหยิบสินค้า ใช้วิธีตามที่พนักงานสะดวก ใช่หรือไม่
10. ทุกคนที่ไม่ใช่พนักงานคลังสินค้าสามารถเดินเข้า-ออกคลังได้ตลอดเวลา ใช่หรือไม่
.
หากคำตอบคือใช่ 0 ข้อ แสดงว่า คลังคุณ "ดูดี"
.
หากคำตอบคือใช่ 1-5 ข้อ แสดงว่า คลังคุณแค่ "ดูได้" แต่ยังไม่ "ดูดี"
.
แต่ถ้าตอบว่าใช่มากกว่า 5 ข้อแล้วละก็ นั่นแสดงว่า คลังสินค้าของคุณกำลังเจอโรคที่ต้องพบหมอเฉพาะทางในการรักษา อย่าให้ถึงขนาดเกินเยียวยา รีบพบหมอเร็ว ก็รักษาได้เร็ว
.
นี่เป็นเพียงการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเท่านั้น
.
ครั้งหน้า จะมาวินิจฉัยทีละข้อและให้ยารักษาที่ถูกต้อง รับรอง อาการจะดีขึ้น แต่จะหายสนิทหรือไม่นั้น ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี
.
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คลังสินค้า กับ สินค้าคงคลัง ต่างกันอย่างไร



คลังสินค้า กับ สินค้าคงคลัง ต่างกันอย่างไร
..
เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนของในตู้เย็นกับตู้เย็นแหละ คลังสินค้าก็คือตู้เย็น สินค้าคงคลัง ก็คือของที่เราเก็บไว้ในตู้เย็น
..
ของที่เราเก็บในตู้เย็น มีทั้งที่เราตั้งใจซื้อมาเพื่อ
..
- ตุนไว้กินนาน ๆ เปรียบได้กับการซื้อวัตถุดิบหรือผลิตสินค้ามาเก็บสต็อคไว้เยอะ เนื่องจากถูกกว่าถ้าสั่งในปริมาณมาก
- กินวันต่อวัน คือสินค้าเคลื่อนไหวเร็ว ซื้อมาขายไปเร็ว ผลิตวันนี้ อีกไม่กี่วันก็ได้ขาย
- อาหารที่ต้องกินทุกวัน เลยต้องมีติดไว้เผื่อเสมอ ไม่เคยขาดจากตู้เย็น เช่นไข่ หรือนม เหมือน Safety Stock
- ของเน่า หรือหมดอายุ ซุกไว้ข้างในจนลืมไปแล้วว่าซื้อมาเมื่อไหร่ หรือซื้อมาแต่ลืมกิน เพราะซื้ออย่างอื่นมาใส่ไว้จนเต็มตู้ ก็คือ Dead Stock นั่นเอง
- ของที่นาน ๆ กินที แต่ต้องมีไว้ เช่น ไวน์ เบียร์ (นาน ๆ กินทีอาจไม่ใช่สำหรับบางคนที่กินดื่มทุกวัน ฮา) น้ำพริก (เอาไว้กินยามยากจน โดยเฉพาะสิ้นเดือนก่อนเงินออก) เทียบได้กับ Slowmove
..
ส่วนตู้เย็น ก็จะมีช่องต่าง ๆ แบ่งแยกตามประเภทอาหาร ภาชนะบรรจุ ลักษณะการเก็บรักษา แบ่งเป็นช่อง ๆ ชั้นๆ แยกกันไป ก็เหมือนคลังสินค้า ที่เรามีการจัดแบ่งพื้นที่ในการเก็บ รวมถึงติดป้ายบอกรายละเอียดและที่เก็บสินค้า ของที่เราเก็บในตู้เย็น บางคนที่มีการจัดการที่ดีจะมีการติดป้ายบอกวันหมดอายุ หรือ่มืออาหารด้วย
..
ตู้เย็นสะอาด หยิบง่าย หาเจอ ไม่มีของเน่าเหม็นให้ต้องชะงักทุกครั้งที่เปิดตู้ เปิดตู้เย็นที่ ก็สบายตา ไม่ต่างกับการจัดการคลังสินค้าให้ดูดี มีระเบียบ ตามสถานะสินค้าในคลังได้ไม่ยาก
..
ของจะล้นตู้เย็นหรือไม่ ของจะขาดเวลาต้องการหรือไม่ อยากจะกินก็ได้กิน ก็อยู่ที่การจัดการของในตู้เย็น วางแผนว่าวันไหนของจะหมด ต้องซื้อมาเติม ไม่ซื้อของมาจำนวนมากจนเกินกว่าที่กินประจำ หรือซื้อมาแต่ไม่รู้จะกินหรือเปล่าเพียงแค่ลดราคา หรือสะสมแสตมป์แลกของ (แม่บ้านชอบนักแล) นี่แหละ คือการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ
..
อ่านโพสต์นี้จบแล้ว เดินไปสำรวจตู้เย็นในสำนักงาน หรือในบ้านตนเองดูสิ ว่าคุณจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลังดีมากน้อยแค่ไหนกัน
..
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

5ส. <==== อย่าทำ


5ส. <==== อย่าทำ

เป็นไปได้ยังไง ที่จะไม่ให้ทำ 5 ส. ในเมื่อทุกครั้งที่แนะนำในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้า 1 ในนั้น ก็คือการทำ 5 ส. แต่เหตุไฉนวันนี้ ถึงบอกไม่ให้ทำ...
****
ทุกท่านเข้าใจถูกแล้วค่ะ ว่า ในการทำให้คลังสินค้าเราดีขึ้นกว่าเดิมนั้น สิ่งที่ห้ามพลาดคือการจัดทำ 5 ส. แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ทำ 5 ส. ด้วย
ซึ่ง 5 ส. ที่ไม่ควรทำมีอะไรบ้าง
*****
1. ส.สะสม (ตรงข้ามกับสะสาง) – เก็บทุกอย่างไว้ในคลังสินค้า ไม่ว่าจะขายไม่ได้แล้ว หรือ ขายไม่หมด หรือ ผลิตมาเกิน หรือ แผนกนั้นเอามาฝากเก็บ หรือของส่วนตัวผู้บริหารเอาเก็บไว้เพราะไม่อยากให้รกบ้าน หรือ ฯลฯ ทำทุกอย่าง แต่ที่ไม่ทำ คือไม่หาทางระบายสิ่งเหล่านี้ออกจากคลัง ด้วยสาเหตุต้น ๆ แค่คำว่า “เสียดาย” กลัวว่ากำจัดมันแล้ว พอถึงเวลาใช้ หรือลูกค้าดันเกิดอยากได้ (ฝันกลางวัน) แล้วจะไม่มีขายให้ มันก็เลยกลายเป็นของสะสมที่ไม่เกิดมูลค่าใด ๆ กับธุรกิจ และที่สำคัญ เป็นขยะในทางบัญชีด้วย เนื่องจาก ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเก็บของพวกนี้ แทนที่จะทำให้เงินงอกเงย กลับกลายเป็น เงินที่ต้องจมลงไปกับขยะสะสม
====================
ส. ที่ถุกต้องคือการ “สะสาง” อะไรที่ไม่ได้ใช้ อะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ กำจัดมันออกไป ทิ้งไว้กลางทางน่ะ เข้าใจรึป่าว แบกไว้ก็หนัก ปลดปล่อยภาระซะบ้าง จะเป็นไร
====================
2. ส.สะดุด (ตรงข้ามกับ สะดวก) – เรียกว่าเกิดจากความมักง่าย เอาตัวเองสะดวกเข้าว่า ตรงไหนมีที่ว่าง ตรงไหนทำงานไม่ลำบาก ตรงไหนง่ายและเร็วสำหรับตัวเอง ก็วางของมันตรงนั้น ไม่ได้สนใจว่าจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับคนอื่นหรือเปล่า แม้แต่ตัวเอง บางครั้งรีบ ๆ ก็สะดุดเอากับของที่ตัวเองวางไว้นั่นแหละ สินค้าไม่มีการจัดแบ่งประเภทให้หาง่าย กว่าจะหาเจอ ต้องค้น คุ้ย รื้อ จนทำให้งานสะดุด เพราะเสียเวลาหาของอยู่ พบเจอบ่อยสุด ๆ ก็ประเภท กล่องเปล่า เศษกระดาษ พลาสติก รถ handlift บันได ไม้กวาด สินค้าที่เพิ่งเข้ามาและยังไม่มีเวลาเก็บ สินค้าที่เกินช่องเก็บของมันและยังไม่หาที่วางเพิ่มเลยวางปะปนกับสินค้าตัวอื่นที่ว่าง ๆ ไปก่อน สาเหตุสำคัญคือคำว่า "เดี๋ยวเก็บ" เพราะมันไม่เคยได้เก็บสักที ฯลฯ ลองเข้าไปเดินดูในคลังสินค้าหรือสโตร์ดูสิ แล้วจะพบว่า เออ จริงว่ะ
====================
ส. ที่ถูกต้อง คือสะดวก นั่นหมายถึง ทุกคนทำงานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย (ไม่ใช่เอาตัวเองสะดวก) หยิบจับได้ง่าย แยกสินค้าเป็นประเภทให้ชัดเจน หาง่าย (ไม่ต้องรื้อ ไม่ต้องค้น) ประหยัดเวลา แถมงานที่ได้ ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีก
====================
3. ส.สกปรก (ตรงข้ามกับสะอาด) – ส.นี้ชัดเจนมาก เมื่อเกิดการสะสมของ ไม่จัดระเบียบ จนการทำงานต้องสะดุด ฝุ่นตามของที่สะสม พื้นที่เต็มไปด้วยเศษขยะ ก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพคนทำงาน ส.นี้คงไม่ต้องอธิบายมาก รู้ ๆ ถึงผลของการทำสกปรกกันดีอยู่แล้ว
====================
ส. ที่ถูกต้องคือ สะอาด หมั่นทำความสะอาดโดยการปัด กวาด เช็ดถูสถานที่ อุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องจักรให้สะอาดน่าดูอยู่ตลอดเวลา ดีกับสุขภาพคนทำงานที่สุด
====================
4. ส.สองมาตรฐาน (ตรงข้ามกับ สุขลักษณะ) เมื่อมีการทำ 3 ส.ที่ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ สะสาง สะดวก และสะอาด ก็ควรมีการรักษาและปฏิบัติให้ตลอดไป ทว่า ในความเป็นจริง เมื่อไม่มีความเข้มงวดและติดตามการทำ 5 ส. อย่างใกล้ชิด ก็จะเกิดการทำงานสองมาตรฐาน คือบางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้, บางแผนกทำได้ บางแผนกห้ามทำ, บางเวลาทำได้ บางเวลาทำไม่ได้ (โดยเฉพาะช่วงที่จะตรวจ 5ส. ตรงตามมาตรฐานทุกอย่าง แต่พอตรวจเสร็จ ก็กลับมาแย่เหมือนเดิม คุ้น ๆ มั้ยครับท่าน) การทำงานที่กำหนดออกมาไม่เป็นมาตรฐาน ทำให้แต่ละคนเกิดความสับสน ว่าอะไรที่ต้องทำกันแน่ งงสิงานนี้
====================
ส. ที่ถูกต้องคือ ส. สุขลักษณะ เมื่อมีการแบ่งความรับผิดชอบของแต่ละแผนกแล้ว ก็ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ ทุกแผนก ทุกคน ต้องยึดถือมาตรฐานเดียวกัน รักษามาตรฐานและปรับปรุงให้ดีขึ้น สร้างความจริงใจและตั้งใจในการร่วมกิจกรรม 5 ส. แก่ทุกคน
====================
5. ส. เสียนิสัย (ตรงข้ามกับ ส. สร้างนิสัย) ต่างคนต่างไม่สนใจเมื่อไม่มีมาตรฐาน ต่างคนต่างทิ้ง ต่างคนต่างสะสม ต่างคนต่างละเลย ที่จะร่วมกันทำ 5 ส. เมื่อสิ่งที่ทำมา ไม่ได้เกิดการตระหนักถึงผลที่ดีอย่างไรต่อคนที่ทำ 5 ส.ที่ถูกต้อง นาน ๆ เข้า ก็เกิดการเสียนิสัย ทำในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำ หรือง่ายกับตัวเองเท่านั้น จากมาตรฐานที่ถูกต้อง กลับเปลี่ยนไปสู่มาตรฐานที่ตัวเองอยากให้เป็นหรือมาจรฐานที่เกิดจากความเคยชินมองสิ่งที่ผิดกลายเป็นถูกต้อง จนทำให้เกิดปัญหาเดิม ๆ และต้องกลับไปเริ่มนับ 1 ใหม่กันทุกครั้งไป วนอยู่อย่างนี้ไม่สิ้นสุด
====================
ส. ที่ถูกต้องคือ ส. สร้างนิสัย รักษาวินัยในการทำงานตามมาตรฐาน หมั่นตรวจสอบการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฏเกณฑ์ ข้อบังคับในการทำงาน ทบทวน สร้างความตระหนัก และทัศนคติที่ดีต่อการทำ 5 ส.
====================
จำไว้ว่า นิสัยไม่สามารถสร้างได้ใน 1 วัน แต่ต้องทำต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า
รู้อย่างนี้แล้ว ลงมือทำ 5 ส.ที่ถูกต้อง และ อย่าทำ 5 ส. ที่ผิด ๆ
====================
สะสาง ไม่ใช่ สะสม
สะดวก ไม่ใช่ สะดุด
สะอาด ไม่ใช่ สกปรก
สุขลักษณะ ไม่ใช่ สองมาตรฐาน
สร้างนิสัย ไม่ใช่ เสียนิสัย
====================
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559

5 อันตรายในคลังสินค้าที่มักถูกมองข้าม พร้อมวิธีป้องกัน มีอะไรบ้าง


5 อันตรายในคลังสินค้าที่มักถูกมองข้าม พร้อมวิธีป้องกัน มีอะไรบ้าง

1. อุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้าหนัก เช่น โฟล์คลิฟต์ พนักงานที่ทำงานกับเจ้ารถนี่ทุกวัน จะพยายามหาทางในการใช้งานมันให้ง่ายและเร็วที่สุด จนหลงลืมกฎในการใช้รถโฟล์คลิฟต์ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในเกือบทุกคลังสินค้า จะต้องมีสาเหตุมาจากความประมาทของการใช้รถประเภทนี้ รวมถึงการใช้บันไดยกสูง ที่พนักงานประมาทด้วยการเลื่อนบันไดขณะยืนบนบันได (เอามือจับเสาชั้นวางของและเลื่อนบันได) โดยไม่ลงมาข้างล่างแล้วค่อยเลื่อนบันไดไปยังจุดถัดไป เพียงแค่คิดว่า เสียเวลา

วิธีป้องกัน ทบทวนกฎการใช้รถโฟล์คลิฟต์เสมอ สอดส่องพนักงานที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดอันตรายในขณะใช้อุปกรณ์ และไม่บังคับการบรรลุ KPI จนหลงลืมความปลอดภัยในการทำงาน

2. พื้นลื่น ส่วนมากจะเกิดจากฝุ่น หากเป็นหน้าฝน ก็อาจมีความชื้นที่ทำให้เกิดการลื่นล้มได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลังสินค้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา หยิบให้เร็ว เก็บให้ไว ทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้มได้ง่าย

วิธีป้องกัน ทำความสะอาดเช้า กลางวัน เย็น เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดในช่วงหน้าฝน หรือมีลมพายุ

3. วางของเกะกะ ทำสะดุดล้ม แน่นอน ของชิ้นใหญ่ คงไม่ใช่อุปสรรคจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะเห็นของวางขวางชัดเจน เราก็มักจะเดินเลี่ยงได้ แต่แม้เป็นชิ้นใหญ่ หากกำลังถือหรือแบกของอยู่ การจะเดินเบี่ยง ก็คงไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โอกาสเดินเซ จนล้มก็เกิดไม่ยาก ไม่นับกรณีของชิ้นเล็กเช่นสกรู นอต กระดาษ เทปกาว หรือเศษพลาสติกพัน ที่ทำก้นจ้ำเบ้ามานักต่อนักแล้ว

วิธีป้องกัน วินัยพนักงานเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น 5ส อย่าให้ขาด สะสาง สะอาด สำคัญ (ไม่ใช่สะใจ) การสร้างจิตสำนึกถึงความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและผลกระทบควรทำอย่างต่อเนื่อง

4. การแบก ขนของหนัก พนักงานบางคนคิดเพียงว่า ตนเองแข็งแรง ยกสินค้าได้ง่าย จึงไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย รวมถึงยกสินค้าผิดท่า ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกาย เช่นหลัง เข่า หรือแขน

วิธีป้องกัน หากกำหนดได้ชัดเจน ให้เขียนป้ายระบุที่กล่องหรือช่องเก็บสินค้าถึงการกำหนดอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการเคลื่อนย้ายเท่านั้น

5. จัดเรียงสินค้าสูงเกินไปหรือไม่ได้ระดับพอดี เนื่องจากของในคลังมีเยอะ ไม่เหลือพื้นที่ให้เก็บ แต่จำเป็นต้องเก็บ ทำให้ต้องเรียงสินค้าในแนวดิ่งให้มากที่สุด แต่อันตรายเกิดขึ้นได้ทันทีหากจัดเรียงไม่เสมอกัน หรือวางไว้สูงเกินกว่าของชั้นล่างสุดจะรับน้ำหนักได้

วิธีป้องกัน จำกัดความสูงของสินค้าในคลังแต่ละประเภท หากจำเป็นต้องเรียงสูง ต้องมีที่กั้นไว้ ไม่ให้สินค้าเอียงล้มลงมาจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น อุบัติเหตุจากความประมาทเลินเล่อจะไม่เกิดขึ้น แค่เพียงวิธีการป้องกันง่าย ๆ คือ "การทำ 5 ส." ในทุก ๆ วัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในคลังสินค้าส่วนใหญ่ ต้นตอสำคัญอย่างหนึ่งคือการละเลยไม่ทำ 5 ส. กันนั่นเอง

คลังสินค้าคุณล่ะ ล่าสุด คุณทำกิจกรรม 5ส. เมื่อไหร่กัน

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทางรอด หรือ ทางเลือก??


ทางรอด หรือ ทางเลือก??

ประเภทของสต็อกในคลัง

1. Active stock คือสต็อกสินค้าที่มีการเคลื่อนไหว หรือยังคงมีการขายได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดในเวลาใกล้ ๆ แม้จะมีการขายได้น้อยก็ตาม เช่น ในระยะ 6 เดือน ยังคงมีออเดอร์ซื้อสินค้าตัวนี้อยู่บ้าง สต็อกประเภทนี้ ยังคงทำกำไรให้บริษัทได้

2. Slow move คือสต็อกสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าหรือขายได้น้อยมากในช่วงเวลาที่กำหนดในเวลาที่นานกว่า active แต่ยังไม่ไกลมาก เช่น ใน 1 ปีที่ผ่านมาสินค้าตัวนี้ มีออเดอร์มาแค่ไม่กี่ชิ้น หรือไม่มีเลย สต็อกประเภทนี้ อาจขายได้แบบขาดทุนกำไร เช่นจัดโปรโมชั่นลดราคา และถ้ายังไม่จัดการ จะมีความเสียงในการขาดทุน

3. Dead stock คือสต็อกสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวและขายไม่ได้อีกแล้วในระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนด เช่น สินค้าตัวนี้ ไม่ขายแล้วหรือเลิกขายในตลาดแล้ว สต็อกประเภทนี้ ขายขาดทุนอย่างเดียวหรือขายเป็นขยะ เพื่อได้เงินคืนมาบ้าง (ไม่เป็นศูนย์)

ระยะเวลาในการบอกว่าจะเป็นสต็อกประเภทไหนนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตของสินค้าในตลาดรวมถึงเทคโนโลยีในการผลิต

ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และบัญชี ต้องมีการปรึกษาหารือกันว่าควรจะกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาว่าจะเก็บนานแค่ไหนถึงยังเรียกว่า Active นานแค่ไหนจะบอกได้ว่า Slow และนานแค่ไหน ควรตัดเป็น Dead โดยต้องอาศุยข้อมูลจากคลังสินค้า ที่ต้องรายงานระยะเวลาที่สินค้านั้นเก็บในคลัง

อยากรู้ว่า บริษัทยังไปต่อได้หรือไม่ ส่วนนึงต้องดูด้วยว่า สต็อกที่เก็บไว้ตอนนี้ มีประเภทไหนมาก

Dead และ Slow คือทางรอด หรือก็แค่ทางเลือก??

ถ้ามีประเภท Active อยู่ในสัดส่วนที่มากกว่า ก็ยิ้มออก

แต่ถ้าประเภท Slow กับ Dead มีเยอะ ก็เตรียมตัวเดดสะมอเร่กันได้เลย

จะฟื้นคืนชีพได้ ก็ต้องจัดการ Dead กับ Slow อย่างด่วน

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ไม่รู้ เลยไม่ทำ หรือรู้ แต่ไม่ทำ


คำตอบที่มักจะได้ เวลาสอบถามโรงงานว่า อยากเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านลอจิสต์มั้ย ทุกทีจะตอบทันทีว่า "อยากมากกกก!!!"

ที่ปรึกษาฟังแบบนี้ก็รู้สึกได้ถึงความตั้งใจ แต่เมื่อให้คำปรึกษาพร้อมขั้นตอนในการปรับปรุงต่าง ๆ ไปแล้ว คำตอบที่ได้ยินกลับมาคือ "ไม่มีคนพอที่จะลงมาทำตรงนี้อ่ะอาจารย์"

แป่ววววววว!!!

มันน่าตีนักเชียวกับประโยคที่ได้ยินแบบนี้ เพราะ

- ไม่มีคนจริงเหรอ ในเมื่อคนทำงานเต็มโรงงาน
- ไม่มีคนจริงเหรอ ในเมื่อทุกคนมีความเกี่ยวข้องกับงานนี้
- ไม่มีคนจริงเหรอ ในเมื่อทุกคนอยากทำ
- ไม่มีคนจริงเหรอ หรือแค่ทุกคนไม่อยากลำบาก
- ไม่มีคนจริงเหรอ หรือเพราะเพราะต้องเน้นผลิตให้ทัน
- และ ไม่มีคนจริงเหรอท่านผู้บริหาร ถามใจตัวเองดู???

การไม่มีคนเพียงพอในการปรับปรุง เพราะผุ้บริหารไปเน้นที่การผลิตสินค้าให้ส่งให้ลูกค้าได้ตามที่ลูกค้าต้องการ กลัวเสียออร์เดอร์ เสียลูกค้า เวลาทั้งหมดจึงไปอยู่ที่การทำงานบนปัญหาที่ยังไม่แก้ไข รู้นะ แต่เอาไว้ก่อน ขอรับเงินก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน

ในขณะที่ปัญหามีเจออยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น งานผลิตไม่ทัน ของผลิตออกมาไม่ได้ขาย แต่ของที่อยากจะขายกลับไม่มี ส่งของไม่ได้ ลูกค้าไม่พอใจ คู่แข่ง(อย่างจีน)มาแรง กำลังจะแซงเราไปหลายขุม เงินจม เงินหายไปกับเรื่องพวกนี้ตั้งมากแล้ว

ถ้าอย่างนั้น ก็ขอฝากคำถามกลับคืนไปว่า

เงินที่ได้มาน่ะ เอามาจ่ายให้กับตัวปัญหาไปมากแค่ไหน

หรือว่าเงินที่ได้มา เอามาหมุนวน ๆ จนไม่รู้ว่า ตัวเองติดลบกำไรอยู่หรือเปล่า

อยากได้เงินเพิ่ม หรืออยากเสียเงินไปเรื่อยๆ????

ลอง balance ดู ว่าตอนนี้ ฝั่งไหนเอียงไปมากกว่ากัน

ถามกันตรง ๆ แบบนี้แหละ ง่าย ๆ

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตัวอย่างแผนการปรับปรุงการจัดการคลังสินค้า


ปัญหาที่หลาย ๆ คนกำลังประสบอยู่ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ว่าคลังมีปัญหา กลับเป็นว่า รู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่รู้จะเริ่มแก้ปัญหายังไง

วิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ คือการทำ ส. ตัวแรก ใน 5 ส. นั่นคือการสะสาง และค่อยทำสะดวกแล้วจึงสะอาด

สะสางในที่นี้คือการแจกแจงงานที่ทำอยู่ตอนนี้ พื้นที่ที่เราใช้งานทุกวัน มองมันออกมาให้เห็นภาพว่าเราทำอะไรกันอยู่ ถูกผิดไม่ว่ากัน แต่เอาที่ทำงานตามจริง

จากนั้นค่อยมาจัดหมวดหมู่งาน ไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่สินค้า หรือหมวดหมู่ของสถานที่เก็บ จะเก็บอะไรตรงไหนที่ทำให้เราสะดวกในการเข้าถึง ไม่ใช่พอระบุที่เก็บแล้ว แต่หยิบของกันยากเหลือเกิน อันนี้ ก็แทนที่จะแก้ปัญหา กลับเพิ่มปัญหา แล้วที่สุด ก็กลับไปสู่วงจรเดิม ๆ

หากเจอปัญหา ก็ขอให้เป็นปัญหาใหม่ ๆ ที่ทำให้เราได้ทำ "Kaizen" กันมากกว่า "ใครเซ็ง"

เมื่อสะสางและเห็นทางสะดวกในการทำงานและสร้างความสะอาดของคลัง ก็มาลงมือเขียนกระบวนการทำงานที่ใช่สำหรับคลังของเรา (ไม่ใช่คลังของใคร)

อย่าเอากระบวนการคนอื่นมาใช้กับเราโดยไม่ดูตัวเราเอง เพราะเราทำงานไม่เหมือนกัน ขอให้ตั้งเป้าหมายสำคัญในการจัดทำกระบวนการ คือการตอบสนองลูกค้าให้ได้ 4 ถูก คือถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา และถูกใจ

การปรับปรุงสินค้าในคลัง ไม่สามารถทำได้คนเดียว หรือแค่ทีมเดียว แต่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่เฉพาะฝ่ายคลัง แต่หมายถึงคนอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคลังด้วย เข้านอกออกใน ทำให้ถูกกฏระเบียบ

ซึ่งเป็น ส. สุดท้ายที่ทำให้การปรับปรุงไม่จบไม่สิ้น ส.นิสัย นั่นเอง

แต่อยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งไปกลัว ส. สุดท้าย ขอแค่ให้เริ่มทำ 3 ส. แรกให้ได้ก่อน

เพราะถ้าไม่เริ่มนับ 1 ก็ไม่มีวันนับถึง 10

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เก็บของไว้ทำไม ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว???!!!!


เก็บของไว้ทำไม ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว???!!!!

ไม่ว่าจะเป็นคลังวัตถุดิบหรือคลังสินค้า มักจะพบอยู่บ่อย ๆ ว่า หลาย ๆ องค์กรเก็บของที่ไม่ได้ใช้แล้วไว้ เพียงเพราะ

1. ยังไม่มีเวลาไปเคลียร์ (ยังดีหน่อย แสดงว่ารู้ว่าต้องกำจัด)
2. เผื่อจะได้เอามาใช้อีก (อันตรายมาก เผื่อเพื่ออนาคต)

แค่ 2 เหตุผลข้างต้น ก็ทำให้รู้เลยว่า ผู้บริหารมีเงินสำรองอยู่เยอะ ไม่สนใจที่จะกำจัดของไม่ใช้แล้ว เลยเก็บเอาไว้ดูต่างหน้า (หรือยังไง)

เชื่อหรือไม่ว่า ต้นทุนที่ต้องเก็บของไม่ใช้แล้วเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างพนักงานมาเฝ้าของเก่า (เป็นปู้่โสมเฝ้าทรัพย์ - คนรุ่นใหม่ทันกันมั้ย) เสียพื้นที่เก็บของดี (จนต้องขยับขยายที่ใหม่) ค่าไฟ นู่นนี่นั่น ลองคำนวณดูเล่น ๆ เผลอ ๆ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่จ่ายไปกับของไม่ใช้แล้ว อาจทำให้คุณผงะได้ ต้นทุนกลายเป็นเงินจม ที่มันอาจทำให้คุณไม่คล่องตัวในการบริการลูกค้าก็ได้

เอ๊ะ แล้วมันเกี่ยวกันยังไง

อ้าว ก็แทนที่จะมีเงินมากขึ้น เพื่อมาพัฒนาเทคโนโลยีเอย มาเพิ่มพนักงานผลิตให้มากขึ้น มีของขายมากขึ้น ได้โบนัส ได้ขึ้นเงินเดือน บลา บลา ก็กลับกลายเป็นจำกัดเงินในกระเป๋าไปซะนี่

มีโอกาสเพิ่มเงินในกระเป๋า กลับละเลยมันไปซะงั้น

ของตายแล้ว หรือใน Logistics เรียกว่า Dead stock นี่ ไม่ได้เกิดประโยชน์กับชีวิต กำจัดมันไปเถอะ ไม่ต่างอะไรกับ คนรักเก่า ที่หมดรักเราแล้ว เก็บไว้ในใจก็รังแต่จะทำตัวเองเจ็บปวด ปล่อยเขาไป (มาเรื่องนี้ได้ไง)

มองหาคำตอบให้กับคำถาม "ของเลิกใช้แล้ว เก็บไว้ทำไม?" "ที่บอกว่าเผื่อได้ใช้นี่ จะเอาไปทำอะไร เขียนแผนและลงมือทำจริงได้มั้ย?"

ถ้าคุณตอบไม่ได้ นั่นหมายความว่า คุณต้อง "กำจัด" มันทิ้ง

หาเวลาจัดการซะและสำคัญที่สุด

อนาคตถ้าคุณมองไม่เห็น "จงอย่าเผื่อปัจจุบันเพื่อมัน"

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ใครบ้างในบริษัทที่ต้องเกี่ยวข้องกับคลังสินค้า


ใครบ้างในบริษัทที่ต้องเกี่ยวข้องกับคลังสินค้า

1. ฝ่ายคลังสินค้า แน่นอน งานหลักตัวเอง จะไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร คงไม่ต้องอธิบายมาก ละไว้ในฐานทีเข้าใจ

2. ฝ่ายขนส่ง ของเข้า-ออกคลัง ก็ต้องมีขนส่ง จะขนเองหรือจ้างคนข้างนอกขนให้ก็ได้ ปกติแผนกนี้ บางครั้ง แฝงตัวเป็น 1 ในพนักงานคลังสินค้าที่ทำหน้าที่อย่างอื่นด้วย เนื่องจากมีปริมาณการขนส่งไม่มากและไม่บ่อย แต่ในหลายองค์กร จะแยกแผนกนี้ออกมาโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องมีการติดตามสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัยและมั่นใจว่า ลูกค้าได้รับความพึงพอใจในสินค้าที่สั่งซื้อ

3. ฝ่ายขาย สินค้าจะออกจากคลังได้ ต้องได้รับคำสั่งซื้อ ซึ่งหนีไม่พ้นแผนกขาย ของจะล้นคลัง หรือจะไม่พอให้ขาย ส่วนหนึ่งก็มาจากฝ่ายขายนี่แล ว่าจะมีการคาดการณ์ยอดขายแม่นมากน้อยแค่ไหน ถ้าเริ่มต้นคาดการณ์ยอดขายไม่ถูก เช่นคิดว่าจะขายได้เยอะ เลยสั่งมารอไว้มาก ของล้นคลัง หรือคิดแบบดูถูกตัวเอง ว่าคงขายไม่ได้มาก เลยสั่งมาเก็บไว้น้อย พอขายจริง ดันขายเก่ง ขายได้เยอะ ของไม่พอขายซะงั้น ดังนั้น ฝ่ายขายจึงมีความสำคัญกับคลังสินค้ามากโขทีเดียว

4. ฝ่ายวางแผน หากเป็นโรงงาน ฝ่ายนี้มีความสำคัญในการวางแผนจำนวสินค้าที่ต้องเก็บในคลัง จะเก็บมากเก็บน้อย ต้องมีจำนวนของขั้นต่ำไว้มั้ย ซึ่งการจะตัดสินใจได้นั้น ฝ่ายวางแผนต้องมีการประชุมร่วมกันกับฝ่ายขายด้วย

5. ฝ่ายจัดซื้อจัดหา อุปกรณ์ เครื่องทุ่นแรง เครื่องไม้ เครื่องมือใช้สอย ต้องอาศัยฝ่ายนี้ในการจัดซื้อจัดหามา

6. ฝ่ายบุคคล หัวใจสำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งต่อความอยู่รอดของคลังสินค้า

7. ฝ่ายบัญชี จำนวนสินค้าที่ต้องรายงานต่อกรมสรรพากรเมื่อยามต้องมีการตรวจนับสินค้าให้ตรงกับรายงานที่ส่งให้กรม ก็ต้องฝ่ายนี้แผละที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แถมสำคัญซะด้วย เพราะถ้าจำนวนสินค้าเข้า-ออกมาทั้งปี ไม่ตรงกันแล้วละก็ ต้องหยุดกิจกรรมทุกอย่าง และมีตรวจหาสาเหตุกันยกใหญ่เลยทีเดียว (ถ้าไม่อยากยุ่งยากแล้วละก็ คลังสินค้า ต้องบันทึกสินค้าเข้า - ออก อย่าให้หลุดแม้สักชิ้นเดียว)

8. ฝ่ายบริหาร คลังสินค้าจะเดินหน้าไปได้อย่างดีหรือไม่ นโยบายจากฝ่ายบริหารมีความสำคัญมาก บางองค์กรเห็นคลังสินค้าเป็นหน่วยงานไม่สำคัญ แท้ที่จริงแล้ว ทุนหาย กำไรหด สินค้าไม่ครบ สินค้าหาย ของดีกลายเป็นของเก่าเก็บ คลังสินค้าเกี่ยวข้องด้วย ลูกค้าจะพอใจใช้บริการต่อหรือไม่ คลังสินค้าก็มีส่วนช่วยกำหนด ฝ่ายนี้จึงมีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางธุรกิจ ต้นทุนที่เกิดขึ้น (ให้ไม่จม) เพิ่มความพึงพอใจลูกค้า (ให้ลูกค้าได้รับของถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา)

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พนักงานคลังสินค้า มีหน้าที่หลัก ๆ อะไรบ้าง


พนักงานคลังสินค้า มีหน้าที่หลัก ๆ อะไรบ้าง

1. รับของเข้า
พนักงานคลังสินค้ามีหน้าที่ในการรับสินค้าเข้าคลัง จากรถขนส่ง ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่แนบมากับสินค้า ใบวางบิล รวมถึงตรวจสภาพสินค้าว่ามีเสียหายหรือครบตามที่ได้รับแจ้งหรือไม่

2. เชี่ยวชาญในการใช้อุปกรณ์ในคลัง
แน่นอนว่า สินค้าที่เข้ามาในคลัง ไม่ใช่เพียงแค่ชิ้น หรือสองชิ้น แต่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการขนย้ายจากรถบรรทุกเข้าคลังสินค้า เช่น รถโฟล์คลิฟต์ รถยกพาลเลท บันไดลาก สายพานลำเลียง เป็นต้น ดังนั้นแล้ว พนักงานในคลังต้องมีหน้าที่ในการฝึกฝนการใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายเหล่านี้ให้ชำนาญ และอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

3. แยกแยะสินค้าตามประเภทเพื่อจัดเก็บ
ในคลังสินค้า ไม่ได้เก็บสินค้าประเภทเดียวกันทั้งหมด แต่มีหลากหลายชนิด หลากหลายจุดจัดเก็บ พนักงานคลังจึงมีหน้าที่ในการแยกแยะสินค้าที่ได้รับจากภายนอกตามกลุ่มประเภทสินค้า ตามเลขที่จุดจัดเก็บ เพื่อให้จัดเก็บได้ถูกที่ และรวดเร็ว

นอกจากนั้น เมื่อต้องมีการส่งสินค้าออกไปยังลูกค้า พนักงานคลังสินค้าอาจมีระบบการหยิบสินค้าในคลังแบบ Batch คือหยิบสินค้าตามจำนวนสั่งซื้อทั้งหมด โดยยังไม่แยกแยะตามใบสั่งซื้อ เมื่อพนักงานคลังหยิบมาแล้ว ก็มีหน้าที่ในการจัดแยกสินค้าตามใบสั่งซื้อ ตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนนำส่งลูกค้าต่อไป

4. จัดเตรียมเอกสาร
การนำสินค้าเข้า-ออกจากคลังสินค้านั้น ต้องมีการทำเอกสารกำกับ ควบคุมสินค้าด้วย นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องมีการทำเอกสารบันทึกสินค้าเสียหาย สินค้าหมดอายุ สินค้าเคลื่อนไหวช้า สินค้าที่เตรียมกำจัด ฯลฯ

5. จัดเก็บสินค้าเข้าคลัง
หลังจากรับสินค้าจากผู้ขนส่งและตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว พนักงานคลังสินค้ามีหน้าที่ในการจัดเก็บสินค้าเข้าไปยังจุดที่สินค้านั้น ๆ ได้ถูกกำหนดสถานที่เก็บ โดยต้องจัดทำป้ายสินค้า บอกรายละเอียดวันเวลาในการรับเข้า รวมถึงอัพเดทข้อมูลในระบบให้ถูกต้องตรงกัน

6. จัดเตรียมสินค้าเพื่อส่งออก
เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา พนักงานคลังสินค้ามีหน้าที่ในการหยิบและจัดสินค้าตามรายการ บรรจุ ตรวจสอบความถูกต้อง และบันทึกสินค้าออกในระบบ จากนั้น ส่งสินค้าตามเส้นทางการขนส่งไปยังลูกค้า

7. รักษาความถูกต้องของสินค้าในคลัง
หัวใจสำคัญที่สุดในคลังสินค้า คือการมีสินค้าคงคลังถูกต้องตรงกับการบันทึกสินค้าเข้า-ออก นั่นคือ หน้าที่ของพนักงานคลังสินค้าอย่างหนึ่งคือ ต้องมีการตรวจนับสินค้าทุกวัน โดยจำนวนที่นับได้จะต้องเท่ากับตัวเลขคงเหลือในระบบเสมอ

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

5 สาเหตุหลัก เพลิงไหม้ในคลังสินค้า


5 สาเหตุหลัก เพลิงไหม้ในคลังสินค้า

1. ไฟฟ้าลัดวงจร
ดูเหมือนจะเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรกของทุกเหตุการณ์ไฟไหม้เลย ทำไมไฟฟ้าถึงลัดวงจร ก็เพราะอาจมีการใช้ไฟมากไป ใช้ไฟจากเต้าเดียวกันมากไป ใช้ไฟฟ้าผิดแรงไฟ ฯลฯ (สาเหตุจริง ๆ ของไฟฟ้าลัดวงจร คงต้องถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าอีกที)

2. บุหรี่
คนสูบก็ตาย คนไม่สูบก็ตาย ไม่ใช่เพียงแค่จากควันบุหรีเพียงอย่างเดียวซะแล้ว เพราะก้นบุหรี่ ที่ทิ้งไว้ ทั้งไม่ดับ และดับไม่สนิท ก็เป็นสาเหตุให้ติดไฟจนลามไปยังคลังได้ถ้าที่สูบบุหรี่อยู่ไม่ห่างจากคลังในระยะปลอดภัย

3. วัตถุอันตราย
คลังเก็บสินค้าประเภทวัตถุอันตราย จะมีกฏหมายบังคับให้ติดตั้งและวางผังคลัง เพราะมีโอกาสในการเกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย เช่นสิ่งก่อกำเนิดไฟอย่างบุหรี่ แบตเตอรี การเสียดสีกันของสินค้า น้ำมัน ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าคลังของท่านอย่าได้พยายามหลีกเลี่ยงการป้องกันอันตรายจากเพลิงไหม้ เพียงเพื่อไม่อยากเสียเงินมากเลย

4. สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง
อากาศที่ร้อนระอุในคลังเป็นหนึ่งในสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยที่คนทำงานมักจะประมาท ไม่นึกถึง เวลาพนักงานรู้สึกร้อน ก็จะเดินไปยังจุดที่ทำให้ตัวเองเย็นขึ้น เลี่ยงจุดที่มีอากาศร้อน แต่สินค้าที่เราเก็บไว้ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้ ดังนั้นแล้ว ถ้าไม่หมั่นตรวจอุณหภูมิในคลังให้ดี หรือไม่สังเกตอากาศรอบ ๆ สินค้าที่มีความเสี่ยง โอกาสเกิดเพลิงไหม้ก็มีสูง

5. คน
ความประมาทเลินเล่อของคน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการเกิดเพลิงไหม้ โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานในคลังมานานจนเกิดความชินชากับสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ มองข้ามสิ่งที่ผิดปกติ จนเป็นเรื่องปกติแห่งความชาชิน เลยไม่ตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่า ทุกวันก็ปกติดี ไม่เห็นจะไหม้ มันก็คงไม่ไหม้หรอก (มั๊ง) หรือถ้าไหม้จริง ๆ ก็คงดับทัน นี่แหละหนา คนถึงเป็นสาเหตุหลัก

ที่สำคัญ คลังสินค้าส่วนใหญ่ น้อยนักที่จะมีอบรมการป้องกันเพลิงไหม้ น้อยนักที่จะสำรวจถังดับเพลิงว่าใช้ได้หรือเปล่า น้อยนักทีจะมีถังดับเพลิงเพียงพอตามขนาดของพื้นที่คลังสินค้า และน้อยนักที่จะองค์กรจะสร้างความตระหนักในอันตรายและสาเหตุเพลิงไหม้ให้กับพนักงานในคลัง

เพลิงไหม้ป้องกันการลุกลามได้ ถ้าไม่ประมาท

ขอบคุณ ภาพข่าวเพลิงไหม้คลังเก็บยางรถยนต์ของบริษัทหลิงหลง ในนิคมเหมราช

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==


==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==

แน่นอนว่าการมีโปรแกรมช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง จะเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยคุณอย่างมาก แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับเทพแค่ไหน คุณก็ปวดกบาลได้เหมือนกัน

เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เอ๊ย เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้

การจัดการสินค้าคงคลังระดับเทพ อย่างน้อย ต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

1. **การจัดกลุ่มสินค้า**
2. **ป้ายระบุสถานที่เก็บ**
3. **คำอธิบายสินค้า**
4. **รหัสสินค้า**

ทั้ง 4 ส่วน ได้กล่าวไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้ เราจะมาบอกอีก 4 ส่วนที่เหลือ นั่นก็คือ

5. **หน่วยนับ**
ควรเป็นหน่วยนับเดียวกัน เช่น นับเป็นชิ้น กล่อง ถุง พาลเลท น้ำหนักเป็นกิโลกรัม กรัม ตัน คิว ขนาดพื้นที่เป็นตารางเมตร ตารางเซนติเมตร เมื่อมีคำสั่งซื้อ จะได้ส่งสินค้าออกไปได้ในปริมาณที่ถูกต้อง และมีผลต่อการกำหนดจำนวนสินค้าคงคลังที่ต้องเก็บน้อยที่สุด และมากที่สุดด้วย

6. **การตรวจนับสินค้า**
เมื่อมีการหยิบสินค้าออก เก็บสินค้าเข้าชั้น ก็ต้องมีการตรวจนับสินค้าว่าคงเหลืออยู่เท่าไหร่ กระบวนการตรวจนับควรจะง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน จำไว้ว่ายิ่งคนเราวุ่นวายกับตัวเลขจำนวนมากเท่าไหร่ ความผิดพลาดจะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น กำหนดวิธีการตรวจนับที่สะดวก แต่แม่นยำเป็นการป้องกันความผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง

7. **โปรแกรมการค้นหาสินค้า**
คนสมัยก่อน จะใช้ปากกาจดรายการสิ่งของลงในสมุด เวลาจะค้นหาว่า สินค้าเก็บไว้ตรงไหน เหลือเท่าไหร่ ถ้าคนที่หาไม่ใช่คนที่บันทึก ก็จะใช้เวลานานกว่าจะได้คำตอบ ไม่เว้นแม้แต่การทำงานในปัจจุบัน แม้ว่า จะใช้โปรแกรม Excel เก็บข้อมูลไว้ เมื่อจะใช้สอบถามข้อมูลสินค้า ก็เพียงกด ctrl+F แล้วค้นหา แต่ถ้าคุณมีข้อมูลในนั้นมาก หรือย้อนหาข้อมูลสมัย2-3 ปีที่แล้ว Excel คุณอาจจะแฮงก์ จึงขอแนะนำให้มีโปรแกรมสินค้าคงคลังแบบง่าย ๆ ไว้ใช้ ดีกว่าการใช้ Excel ในการจัดการ ปัจจุบัน โปรแกรมจัดการคลังสินค้ามีการพัฒนาออกมามาก ธุรกิจเล็ก ๆ สามารถซื้อหาได้ในราคาถูกแสนถูก เผลอ ๆ มีออปชั่นเสริมเพียบ

8. ***ความสำคัญของพนักงานคลังสินค้า**
สุดท้าย ท้ายสุด กิจกรรมใด ๆ ในคลังสินค้า ย่อมยังต้องมีคนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหยิบ การเก็บ การบันทึกข้อมูล การตรวจนับสินค้า เชื่อหรือไม่ว่า ความผิดพลาดทั้งหลายในคลังสินค้า เช่น ของหาย ของหาไม่เจอ ของเต็มคลัง ล้วนแล้วแต่มาจากคนทั้งสิ้น โปรแกรมไม่ช่วยให้ความผิดพลาดหายไป เช่นนั้นแล้ว คุณต้องจัดทำนโยบายการทำงาน และอบรมพนักงานคลังสินค้าให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เขาต้องเกี่ยวข้องและตัวเขาเองที่มีต่อบริษัท ทุกกิจกรรมที่เขาทำอยู่ทุกวัน มีผลต่อการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงความอยู่รอดของบริษัทและตัวเขาเอง ดังนั้น พนักงานทุกคนในคลังสินค้า จึงมีความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

(ทิ้งท้ายแม้แต่ที่ปรึกษาเก่ง ๆ โปรแกรมแพง ๆ ก็ไม่อาจช่วยปรับปรุงแก้ไข และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังของท่านได้ หากพนักงานของท่านไม่ให้ความร่วมมือ)

เรื่องง่าย ๆ กับการจัดการคลังสินค้า ที่ตอนนี้ คุณได้รู้แล้ว
และพรุ่งนี้ คุณจะคุยกับใคร ก็ รู้ เรื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.clearlyinventory.com/
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

==แบไต๋ 8 เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 1==




==แบไต๋ 8 เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 1==

แน่นอนว่าการมีโปรแกรมช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง จะเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยคุณอย่างมาก แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับเทพแค่ไหน คุณก็ปวดกบาลได้เหมือนกัน

เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เอ๊ย เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้

การจัดการสินค้าคงคลังระดับเทพ อย่างน้อย ต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

1. **การจัดกลุ่มสินค้า**
ของในคลัง ต้องแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มเป็นก้อนให้ชัดเจนและเข้าถึงง่าย พนักงานคลังควรรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เดินไปตรงจุดที่จะหยิบสินค้าได้ถูกต้อง สินค้าประเภทวัตถุอันตราย ประเภทขนาดใหญ่มาก หรือแยกแยะตามชนิดการใช้งานที่ต่างกัน มีป้ายระบุชื่อ-ที่อยู่ให้ดี ก็เหมือนช้อปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เกตแหละ ป้ายสินค้า ป้ายราคา ต้องมีติด พื้นที่ไหนว่าง ก็ละเลยไม่ได้ ควรต้องทำป้ายระบุว่า เป็นพื้นที่สำหรับวางอะไร หากไม่ทำป้ายบอกไว้ แม่บ้านอาจเอาไม้กวาด ถังขยะมาวาง หรือพนักงานในคลังเอง มักง่าย เอาอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้ มาวางระเกะระกะไปหมด ดูไม่มืออาชีพเอาซะเลย

2. **ป้ายระบุสถานที่เก็บ**
บนป้ายระบุสถานที่เก็บ ต้องเขียนด้วยตัวอักษรที่ใคร ๆ ก็อ่านได้ง่าย ความเป็นศิลปินออกแบบตัวอักษร อย่าเอามาใช้ นอกจากนั้น ก็ต้องระบุพิกัดให้ชัดเจนด้วยว่าอยู่แถวไหน ชั้นไหน เช่น A-1-1 หมายถึง แถว A ชั้น 1 ช่อง 1 เป็นต้น
ที่สำคัญ วาดรูปลูกศรชี้ไปตรงสินค้าที่เก็บ จะทำให้มีการตรวจสอบและหยิบสินค้าได้ถูกมากขึ้น

3. **คำอธิบายสินค้า**
สินค้าที่หลากหลายในคลังสินค้า อาจทำให้คนทำงานสับสน บางอย่างก็แตกต่างชัดเจนในเรื่องขนาด บางอย่างก็ใกล้เคียงกันเหลือเกิน แยกแยะไม่ค่อยได้ในเวลาอันจำกัด ซึ่งทำให้หยิบสินค้ามาผิด แล้วต้องเสียเวลากลับไปหยิบใหม่ ถ้ารู้ตัว แต่ถ้าไม่รู้ตัว สินค้าผิด ๆ นั้น ก็จะถูกส่งออกไปให้ลูกค้าแล้วความโชคร้ายก็จะมาเยือนทันที โดนด่ากันระนาวตั้งแต่ผู้บริหารยันพนักงานหยิบของ 

ดังนั้น บนสินค้าแต่ละชนิดต้องจำแนกแจกแจงให้ชัดเจนถึงความแตกต่างจากสินค้าตัวอื่น เช่นสินค้าประเภทเดียวกัน แต่สีต่างกัน ขนาดต่างกัน ก็ต้องระบุสีและขนาดด้วย หากรอบการสั่งซื้อมีผลต่อการขายสินค้า ก็ต้องระบุวันที่สั่งซื้อ

4. **รหัสสินค้า**
นักเรียนทุกคน เมื่ออยู่ในโรงเรียน จะมีรหัสนักเรียน หนังสือทุกเล่มในห้องสมุด ก็จะมีรหัสหนังสือ สินค้าก็เช่นกัน เมื่อมารวมกันมาก ๆ ควรจะมีรหัสเป็นของตัวเอง เวลาค้นหา จะได้ทำได้ง่าย ค้นแล้ว เจอเลย ความยาวของรหัสสินค้า ไม่ควรเกิน 5-6 ตัว เช่น สอน123 สอน124 สอน125

ติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.clearlyinventory.com
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

10 วิธีลดต้นทุนในคลังสินค้า


10 วิธีลดต้นทุนในคลังสินค้า

1. ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหยิบสินค้าผิด ทำให้ต้องไปหยิบใหม่ การเก็บสินค้าผิดที่ ทำให้นับสินค้าไม่ตรงกับในระบบ ต้องเสียเวลานับใหม่ การไม่ยิงบาร์โค้ดเมื่อมีสินค้าเข้าหรือออกจากคลัง คุณลองเก็บข้อมูลดูสิ แล้วจะรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดต้นทุนที่อาจมองว่าเล็กน้อยในเรื่องของเวลา แต่หากไม่แก้ไข อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

2. ควบคุมอุณหภูมิในคลังสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อากาศทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยร้อนธรรมดา กลายเป็นร้อนมาก ซึ่งส่งผลกับสภาพของสินค้าในคลัง ไม่ว่าจะกับตัวสินค้าเอง หรือวัสดุที่หุ้มห่อสินค้าอย่างกระดาษหรือพลาสติก จากสินค้าที่ขายได้ จะกลายเป็น dead stock ไป

3. ลดการเก็บสินค้าในคลัง ด้วยวิธีการส่งผ่านสินค้าที่เรียกว่า Cross Docking ซึ่งเป็นการรับสินค้าเข้าเพื่อกระจายออกไปยังลูกค้าทันที ไม่มีการนำสินค้าเก็บในคลัง การทำ Cross Docking จะช่วยลดต้นทุนได้มากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการจัดการสินค้าที่อยู่ในคลัง หรือต้นทุนค่าแรงในการเคลื่อนย้ายสินค้าในคลัง

4. ลดการใช้แรงงานสิ้นเปลือง ใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีให้คุ้มค่าที่สุด ในบางจุด หากสามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติได้ จะเป็นการลดต้นทุนที่ดีเยี่ยม อาทิเช่น การใช้รางเลื่อนหรือสายพาน ในการช่วยเคลื่อนย้ายสินค้า เพื่อประหยัดเวลาและแรงงาน

5. ใช้พื่นที่ให้คุ้มค่า สำรวจภายในคลังสินค้าของคุณดูสิว่า บางพื้นที่ คุณจัดเรียงสินค้าอย่างเปลืองพื้นที่มากไปหรือไม่ โดยอาจไม่มีการใช้พื้นที่ในแนวดิ่ง มีเพียงการใช้พื้นที่ในแนวราบ ทำให้พื้นที่ใช้งานไม่พอ หรือสินค้าที่เป็นประเภท Dead stock ไม่ได้กำจัดทิ้งไปทั้ง ๆ ที่เกินกำหนดแล้ว หรือพาลเลทที่ใช้บางอันก็ใหญ่เกินไป ทำให้เปลืองพื้นที่ใช้สอย ควรจะเปลี่ยนเป็นพาลเลทที่มีขนาดเหมาะสม

6. เจรจากับผู้ขายวัตถุดิบ ทุกวันนี้ Supplier อาจส่งสินค้าล็อตใหญ่ให้คุณครั้งเดียว และเป็นภาระคุณในการเก็บวัตถุดิบไว้ในคลัง เกิดต้นทุนการบริการสินค้าคงคลัง ลองเจรจากับ Supplier ให้ทยอยส่งวัตถุดิบให้ อาจนำระบบ MRP หรือ Kanban มาใช้

7. ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดอุปกรณ์รุ่นเก่า ที่ไม่เพียงแต่เปลืองค่าบำรุงรักษา ยังอาจเป็นอันตรายกับผู้ใช้งานด้วย นำโปรแกรมการควบคุมสินค้าคงคลังเข้ามาใช้ เปลี่ยนจากการใช้ระบบคนทำงานเป็นระบบคอมพิวเตอร์ทำงาน

8. ประหยัดพลังงาน ใช้ระบบไฟฟ้าแบบออโตเมติก กำกับควบคุมการใช้ไฟและน้ำจากพนักงาน เปลี่ยนการใช้น้ำมันกับรถโฟล์คลิฟต์ เป็นแก๊ส เปลี่ยนหลอดไฟนีออนเป็นหลอดประหยัดพลังงาน เปลี่ยนกระเบื้องบางแผ่น ให้เป็นแผ่นโปร่งแสง ลงทุนครั้งเดียว แต่ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

9. กระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการช่วยกันลดต้นทุน คนทำงานหน้างานทุกวัน จะสังเกตได้อย่างชัดแจ้งมากกว่าว่า ตรงจุดไหน มีการทำงานที่เผาผลาญพลังงานอย่างไร้ค่า ตรงจุดใด ที่สามารถทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วยการปรับปรุงงานให้ลดระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายได้

10. ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ลดการเคลื่อนย้ายที่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการเสียเสลา ลดสินค้าคงคลังที่ไม่ก่อนประโยชน์ ลดการเก็บสินค้าคงคลังให้น้อยลง แต่ยังคงระดับการบริการลูกค้าที่เท่าเดิมหรือมากขึ้น จัดทำเป็นโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ต้นปี หรือเมื่อผู้บริหารสั่งเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.aalhysterforklifts.com.au/
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช

กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Warehouse ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


Warehouse ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

13,385,378 ตารางเมตร หรือเท่ากับ 1900 สนามฟุตบอล

เมสซี่เจ หรือชับปุยส์ คงวิ่งลิ้นห้อยเลย กว่าจะวิ่งไปยิงถึงประตู

คือ Warehouse ที่เก็บชิ้นส่วนเพื่อประกอบเครื่องบินโบอิ้ง ในเมืองวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

เนื่องจากชิ้นส่วนเครื่องบินโบอิ้งมีขนาดใหญ่มาก จึงทำให้คลังที่ใช้เก็บชิ้นส่วนต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย
โรงงานประกอบเครื่องบินโบอิ้งเปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ 1967 มีการประกอบเครื่องบินโบอ้ง 747 มาแล้วทั้งสิ้น 1400 ลำ
ทุกคนสามารถเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานประกอบโบอิ้งนี้ได้อีกด้วย

ว้าว เดินเข้าไปยืนข้าง ๆ เครื่องบิน เราคงจะกลายเป็นมดตัวเล็ก ๆ ไปเลย