แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการคลังสินค้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการคลังสินค้า แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

ตรวจนับสินค้าไปทำไม??!!



ตรวจนับสินค้าไปทำไม??!!

ในการนับสินค้า ก็เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่เรามีนั้น มีอะไรบ้าง เหลือเท่าไหร่ ตรงกันกับจำนวนที่เรารับเข้า จ่ายออกหรือไม่ ไม่ใช่เพียงแค่นับว่าสินค้าเราเหลืออยู่เท่าไร่แล้วแก้ไขให้ตรงกับที่บันทึก ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราไม่สนใจความถูกผิดของจำนวนสินค้าในสต๊อก ไม่ได้หาสาเหตุของจำนวนสินค้าที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้หาทางป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก
การที่สินค้าที่เรานับได้ไม่ตรงกับปริมาณคงเหลือจากการบันทึก มีผลอย่างไร แล้วเราต้องใส่ใจกับมันด้วยหรือ
ตอบง่าย ๆ แบบไม่ใช่กำปั้นทุบดินก็คือ เงินคุณหายไปจากกระเป๋าไง ไม่ว่าจะเป็น
สินค้าที่นับได้ น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แสดงว่า ของหาย เพราะถ้าบันทึกถูกต้อง รับเข้า จ่ายออก หักลบแล้ว มันควรเหลือตามที่บันทึก  แต่เหตุไฉน ของที่นับได้ถึงเหลือน้อยกว่า นั่นก็เพราะมีการหยิบไปเกิน หรือมีขโมย!!! หรือ
สินค้าที่นับได้ มากกว่าที่ควรจะเป็น ดูเหมือนว่าจะดี เพราะยังมีของอยู่ ของไม่หาย แต่ลองคิดดี ๆ ว่า ของที่มีมากกว่าที่บันทึก อาจจะหมายถึงการที่คุณหยิบสินค้าส่งให้ลูกค้าไม่ครบจำนวนที่ลูกค้าสั่งมา หรือมีการหยิบสินค้าผิด หยิบตัวอื่นไปส่งให้ลกค้าแทน ลุกค้าได้สินค้าไม่ใช่ตามที่สั่ง ซึ่งทั้งสองอย่าง ไม่ส่งผลดีต่อบริษัทแน่นอน จริงมั้ย
ดังนั้นแล้ว การนับสินค้าแต่ละครั้ง อย่าเพียงแค่นับแล้วเทียบกับที่บันทึก จากนั้นก็แก้ไขให้ตัวเลขตรงกัน แต่ให้วิเคราะห์หาสามเหตุของปัญหา แล้วหาทางป้องกันไม่ใช่เกิดขึ้นอีกในการนับครั้งหน้าด้วย
คำถาม ความถูกต้องของสินค้าคงคลังควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบกับที่เราบันทึกไว้
คำตอบ ถ้าคุณไม่อยากให้เงินหาย ลูกค้าหด เปอร์เซ็นต์ความถูกต้องของสินค้าคงคลัง คือ 100% นั่นคือ จำนวนที่นับได้ ต้องเท่ากับที่บันทึก
ครั้งต่อไป จะมาบอกเล่าถึงวิธีการทำอย่างไรให้ความถูกต้องของสินค้าคงคลังเป็น 100%

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

10 คำถาม ตรวจสุขภาพคลัง - ดูดี หรือ ดูได้



ในแต่ละปี เราเกือบทุกคนจะมีนัดตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเช็คว่าร่างกายเรายังไหว ได้ไปต่อ หรือควรซ่อมแซม เพื่อให้อยู่รอด หรือ ควรทำใจว่าเกินเยียวยา 
.
เมื่อไปถึงจุดตรวจ หมอหรือพยาบาลจะทำการตรวจร่างกายเราเบื้องต้น ก่อนวินิจฉัยว่าร่างกายเราเป็นอย่างไร พบโรคหรือมีแนวโน้มว่าจะเจอโรคหรือเปล่า ถ้าเจอ ก็ส่งต่อไปเพื่อรักษากับหมอเฉพาะทาง ถ้าไม่เจอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่รอด เพราะถ้าไม่รักษาความดีไว้ โรคจะถามหาในการตรวจสุขภาพครั้งต่อไปแน่นอน
.
คลังสินค้าก็เช่นกัน ย่อมต้องมีการตรวจสภาพเป็นประจำเพื่อไม่ให้มัน "เกินเยียวยา" ถ้าพบปัญหาแต่เนิ่น ๆ เราก็จะสามารถรักษามันได้อย่างง่าย ๆ แต่ถ้าเจออาการหนัก ต้องวิเคราะห์ปัญหา และแก้ให้ตรงจุด
.
อย่ากรู้หรือไม่ว่า คลังสินค้าเราแค่ "ดูได้" หรือ "ดูดี"
.
ลองเช็คสุขภาพคลังสินค่าเบื้องต้น กับ 10 คำถามง่าย ๆไม่ต้องยุ่งยาก
.
1. นับสินค้าปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ตามรอบการตรวจสอบของบัญชี ใช่หรือไม่
2. ตรวจ 5 ส. ปีละครั้ง ใช่หรือไม่
3. มี Stock card แต่ไม่มีอัพเดท ใช่หรือไม่
4. มี Location tag แต่ชื่อสินค้าไม่ตรงกัน ใช่หรือไม่
5. มีสินค้าผลิตก่อน เก็บไว้ข้างในสุด และไม่เคยหยิบมาใช้ ใช่หรือไม่
6. นับสินค้าแล้วไม่ตรงกับที่บันทึก และทำการแก้ตัวเลขให้ตรงกันทันที โดยไม่ได้ทำ problem solving ใช่หรือไม่
7. ไม่ได้ทำจุดเก็บอุปกรณ์เคลื่อนย้ายให้เป็นสัดส่วน ใช่หรือไม่
8. บันทึกสินค้าเข้า-ออก คลัง แต่ไม่ทุกครั้งไป ใช่หรือไม่
9. ไม่มีการกำหนดวิธีการหยิบสินค้า ใช้วิธีตามที่พนักงานสะดวก ใช่หรือไม่
10. ทุกคนที่ไม่ใช่พนักงานคลังสินค้าสามารถเดินเข้า-ออกคลังได้ตลอดเวลา ใช่หรือไม่
.
หากคำตอบคือใช่ 0 ข้อ แสดงว่า คลังคุณ "ดูดี"
.
หากคำตอบคือใช่ 1-5 ข้อ แสดงว่า คลังคุณแค่ "ดูได้" แต่ยังไม่ "ดูดี"
.
แต่ถ้าตอบว่าใช่มากกว่า 5 ข้อแล้วละก็ นั่นแสดงว่า คลังสินค้าของคุณกำลังเจอโรคที่ต้องพบหมอเฉพาะทางในการรักษา อย่าให้ถึงขนาดเกินเยียวยา รีบพบหมอเร็ว ก็รักษาได้เร็ว
.
นี่เป็นเพียงการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเท่านั้น
.
ครั้งหน้า จะมาวินิจฉัยทีละข้อและให้ยารักษาที่ถูกต้อง รับรอง อาการจะดีขึ้น แต่จะหายสนิทหรือไม่นั้น ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี
.
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

5ส. <==== อย่าทำ


5ส. <==== อย่าทำ

เป็นไปได้ยังไง ที่จะไม่ให้ทำ 5 ส. ในเมื่อทุกครั้งที่แนะนำในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้า 1 ในนั้น ก็คือการทำ 5 ส. แต่เหตุไฉนวันนี้ ถึงบอกไม่ให้ทำ...
****
ทุกท่านเข้าใจถูกแล้วค่ะ ว่า ในการทำให้คลังสินค้าเราดีขึ้นกว่าเดิมนั้น สิ่งที่ห้ามพลาดคือการจัดทำ 5 ส. แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ทำ 5 ส. ด้วย
ซึ่ง 5 ส. ที่ไม่ควรทำมีอะไรบ้าง
*****
1. ส.สะสม (ตรงข้ามกับสะสาง) – เก็บทุกอย่างไว้ในคลังสินค้า ไม่ว่าจะขายไม่ได้แล้ว หรือ ขายไม่หมด หรือ ผลิตมาเกิน หรือ แผนกนั้นเอามาฝากเก็บ หรือของส่วนตัวผู้บริหารเอาเก็บไว้เพราะไม่อยากให้รกบ้าน หรือ ฯลฯ ทำทุกอย่าง แต่ที่ไม่ทำ คือไม่หาทางระบายสิ่งเหล่านี้ออกจากคลัง ด้วยสาเหตุต้น ๆ แค่คำว่า “เสียดาย” กลัวว่ากำจัดมันแล้ว พอถึงเวลาใช้ หรือลูกค้าดันเกิดอยากได้ (ฝันกลางวัน) แล้วจะไม่มีขายให้ มันก็เลยกลายเป็นของสะสมที่ไม่เกิดมูลค่าใด ๆ กับธุรกิจ และที่สำคัญ เป็นขยะในทางบัญชีด้วย เนื่องจาก ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเก็บของพวกนี้ แทนที่จะทำให้เงินงอกเงย กลับกลายเป็น เงินที่ต้องจมลงไปกับขยะสะสม
====================
ส. ที่ถุกต้องคือการ “สะสาง” อะไรที่ไม่ได้ใช้ อะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ กำจัดมันออกไป ทิ้งไว้กลางทางน่ะ เข้าใจรึป่าว แบกไว้ก็หนัก ปลดปล่อยภาระซะบ้าง จะเป็นไร
====================
2. ส.สะดุด (ตรงข้ามกับ สะดวก) – เรียกว่าเกิดจากความมักง่าย เอาตัวเองสะดวกเข้าว่า ตรงไหนมีที่ว่าง ตรงไหนทำงานไม่ลำบาก ตรงไหนง่ายและเร็วสำหรับตัวเอง ก็วางของมันตรงนั้น ไม่ได้สนใจว่าจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับคนอื่นหรือเปล่า แม้แต่ตัวเอง บางครั้งรีบ ๆ ก็สะดุดเอากับของที่ตัวเองวางไว้นั่นแหละ สินค้าไม่มีการจัดแบ่งประเภทให้หาง่าย กว่าจะหาเจอ ต้องค้น คุ้ย รื้อ จนทำให้งานสะดุด เพราะเสียเวลาหาของอยู่ พบเจอบ่อยสุด ๆ ก็ประเภท กล่องเปล่า เศษกระดาษ พลาสติก รถ handlift บันได ไม้กวาด สินค้าที่เพิ่งเข้ามาและยังไม่มีเวลาเก็บ สินค้าที่เกินช่องเก็บของมันและยังไม่หาที่วางเพิ่มเลยวางปะปนกับสินค้าตัวอื่นที่ว่าง ๆ ไปก่อน สาเหตุสำคัญคือคำว่า "เดี๋ยวเก็บ" เพราะมันไม่เคยได้เก็บสักที ฯลฯ ลองเข้าไปเดินดูในคลังสินค้าหรือสโตร์ดูสิ แล้วจะพบว่า เออ จริงว่ะ
====================
ส. ที่ถูกต้อง คือสะดวก นั่นหมายถึง ทุกคนทำงานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย (ไม่ใช่เอาตัวเองสะดวก) หยิบจับได้ง่าย แยกสินค้าเป็นประเภทให้ชัดเจน หาง่าย (ไม่ต้องรื้อ ไม่ต้องค้น) ประหยัดเวลา แถมงานที่ได้ ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีก
====================
3. ส.สกปรก (ตรงข้ามกับสะอาด) – ส.นี้ชัดเจนมาก เมื่อเกิดการสะสมของ ไม่จัดระเบียบ จนการทำงานต้องสะดุด ฝุ่นตามของที่สะสม พื้นที่เต็มไปด้วยเศษขยะ ก่อให้เกิดปัญหากับสุขภาพคนทำงาน ส.นี้คงไม่ต้องอธิบายมาก รู้ ๆ ถึงผลของการทำสกปรกกันดีอยู่แล้ว
====================
ส. ที่ถูกต้องคือ สะอาด หมั่นทำความสะอาดโดยการปัด กวาด เช็ดถูสถานที่ อุปกรณ์ สิ่งของ เครื่องจักรให้สะอาดน่าดูอยู่ตลอดเวลา ดีกับสุขภาพคนทำงานที่สุด
====================
4. ส.สองมาตรฐาน (ตรงข้ามกับ สุขลักษณะ) เมื่อมีการทำ 3 ส.ที่ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการ สะสาง สะดวก และสะอาด ก็ควรมีการรักษาและปฏิบัติให้ตลอดไป ทว่า ในความเป็นจริง เมื่อไม่มีความเข้มงวดและติดตามการทำ 5 ส. อย่างใกล้ชิด ก็จะเกิดการทำงานสองมาตรฐาน คือบางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้, บางแผนกทำได้ บางแผนกห้ามทำ, บางเวลาทำได้ บางเวลาทำไม่ได้ (โดยเฉพาะช่วงที่จะตรวจ 5ส. ตรงตามมาตรฐานทุกอย่าง แต่พอตรวจเสร็จ ก็กลับมาแย่เหมือนเดิม คุ้น ๆ มั้ยครับท่าน) การทำงานที่กำหนดออกมาไม่เป็นมาตรฐาน ทำให้แต่ละคนเกิดความสับสน ว่าอะไรที่ต้องทำกันแน่ งงสิงานนี้
====================
ส. ที่ถูกต้องคือ ส. สุขลักษณะ เมื่อมีการแบ่งความรับผิดชอบของแต่ละแผนกแล้ว ก็ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ ทุกแผนก ทุกคน ต้องยึดถือมาตรฐานเดียวกัน รักษามาตรฐานและปรับปรุงให้ดีขึ้น สร้างความจริงใจและตั้งใจในการร่วมกิจกรรม 5 ส. แก่ทุกคน
====================
5. ส. เสียนิสัย (ตรงข้ามกับ ส. สร้างนิสัย) ต่างคนต่างไม่สนใจเมื่อไม่มีมาตรฐาน ต่างคนต่างทิ้ง ต่างคนต่างสะสม ต่างคนต่างละเลย ที่จะร่วมกันทำ 5 ส. เมื่อสิ่งที่ทำมา ไม่ได้เกิดการตระหนักถึงผลที่ดีอย่างไรต่อคนที่ทำ 5 ส.ที่ถูกต้อง นาน ๆ เข้า ก็เกิดการเสียนิสัย ทำในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำ หรือง่ายกับตัวเองเท่านั้น จากมาตรฐานที่ถูกต้อง กลับเปลี่ยนไปสู่มาตรฐานที่ตัวเองอยากให้เป็นหรือมาจรฐานที่เกิดจากความเคยชินมองสิ่งที่ผิดกลายเป็นถูกต้อง จนทำให้เกิดปัญหาเดิม ๆ และต้องกลับไปเริ่มนับ 1 ใหม่กันทุกครั้งไป วนอยู่อย่างนี้ไม่สิ้นสุด
====================
ส. ที่ถูกต้องคือ ส. สร้างนิสัย รักษาวินัยในการทำงานตามมาตรฐาน หมั่นตรวจสอบการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฏเกณฑ์ ข้อบังคับในการทำงาน ทบทวน สร้างความตระหนัก และทัศนคติที่ดีต่อการทำ 5 ส.
====================
จำไว้ว่า นิสัยไม่สามารถสร้างได้ใน 1 วัน แต่ต้องทำต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า
รู้อย่างนี้แล้ว ลงมือทำ 5 ส.ที่ถูกต้อง และ อย่าทำ 5 ส. ที่ผิด ๆ
====================
สะสาง ไม่ใช่ สะสม
สะดวก ไม่ใช่ สะดุด
สะอาด ไม่ใช่ สกปรก
สุขลักษณะ ไม่ใช่ สองมาตรฐาน
สร้างนิสัย ไม่ใช่ เสียนิสัย
====================
กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทางรอด หรือ ทางเลือก??


ทางรอด หรือ ทางเลือก??

ประเภทของสต็อกในคลัง

1. Active stock คือสต็อกสินค้าที่มีการเคลื่อนไหว หรือยังคงมีการขายได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดในเวลาใกล้ ๆ แม้จะมีการขายได้น้อยก็ตาม เช่น ในระยะ 6 เดือน ยังคงมีออเดอร์ซื้อสินค้าตัวนี้อยู่บ้าง สต็อกประเภทนี้ ยังคงทำกำไรให้บริษัทได้

2. Slow move คือสต็อกสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าหรือขายได้น้อยมากในช่วงเวลาที่กำหนดในเวลาที่นานกว่า active แต่ยังไม่ไกลมาก เช่น ใน 1 ปีที่ผ่านมาสินค้าตัวนี้ มีออเดอร์มาแค่ไม่กี่ชิ้น หรือไม่มีเลย สต็อกประเภทนี้ อาจขายได้แบบขาดทุนกำไร เช่นจัดโปรโมชั่นลดราคา และถ้ายังไม่จัดการ จะมีความเสียงในการขาดทุน

3. Dead stock คือสต็อกสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวและขายไม่ได้อีกแล้วในระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนด เช่น สินค้าตัวนี้ ไม่ขายแล้วหรือเลิกขายในตลาดแล้ว สต็อกประเภทนี้ ขายขาดทุนอย่างเดียวหรือขายเป็นขยะ เพื่อได้เงินคืนมาบ้าง (ไม่เป็นศูนย์)

ระยะเวลาในการบอกว่าจะเป็นสต็อกประเภทไหนนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตของสินค้าในตลาดรวมถึงเทคโนโลยีในการผลิต

ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และบัญชี ต้องมีการปรึกษาหารือกันว่าควรจะกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาว่าจะเก็บนานแค่ไหนถึงยังเรียกว่า Active นานแค่ไหนจะบอกได้ว่า Slow และนานแค่ไหน ควรตัดเป็น Dead โดยต้องอาศุยข้อมูลจากคลังสินค้า ที่ต้องรายงานระยะเวลาที่สินค้านั้นเก็บในคลัง

อยากรู้ว่า บริษัทยังไปต่อได้หรือไม่ ส่วนนึงต้องดูด้วยว่า สต็อกที่เก็บไว้ตอนนี้ มีประเภทไหนมาก

Dead และ Slow คือทางรอด หรือก็แค่ทางเลือก??

ถ้ามีประเภท Active อยู่ในสัดส่วนที่มากกว่า ก็ยิ้มออก

แต่ถ้าประเภท Slow กับ Dead มีเยอะ ก็เตรียมตัวเดดสะมอเร่กันได้เลย

จะฟื้นคืนชีพได้ ก็ต้องจัดการ Dead กับ Slow อย่างด่วน

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตัวอย่างแผนการปรับปรุงการจัดการคลังสินค้า


ปัญหาที่หลาย ๆ คนกำลังประสบอยู่ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ว่าคลังมีปัญหา กลับเป็นว่า รู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่รู้จะเริ่มแก้ปัญหายังไง

วิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ คือการทำ ส. ตัวแรก ใน 5 ส. นั่นคือการสะสาง และค่อยทำสะดวกแล้วจึงสะอาด

สะสางในที่นี้คือการแจกแจงงานที่ทำอยู่ตอนนี้ พื้นที่ที่เราใช้งานทุกวัน มองมันออกมาให้เห็นภาพว่าเราทำอะไรกันอยู่ ถูกผิดไม่ว่ากัน แต่เอาที่ทำงานตามจริง

จากนั้นค่อยมาจัดหมวดหมู่งาน ไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่สินค้า หรือหมวดหมู่ของสถานที่เก็บ จะเก็บอะไรตรงไหนที่ทำให้เราสะดวกในการเข้าถึง ไม่ใช่พอระบุที่เก็บแล้ว แต่หยิบของกันยากเหลือเกิน อันนี้ ก็แทนที่จะแก้ปัญหา กลับเพิ่มปัญหา แล้วที่สุด ก็กลับไปสู่วงจรเดิม ๆ

หากเจอปัญหา ก็ขอให้เป็นปัญหาใหม่ ๆ ที่ทำให้เราได้ทำ "Kaizen" กันมากกว่า "ใครเซ็ง"

เมื่อสะสางและเห็นทางสะดวกในการทำงานและสร้างความสะอาดของคลัง ก็มาลงมือเขียนกระบวนการทำงานที่ใช่สำหรับคลังของเรา (ไม่ใช่คลังของใคร)

อย่าเอากระบวนการคนอื่นมาใช้กับเราโดยไม่ดูตัวเราเอง เพราะเราทำงานไม่เหมือนกัน ขอให้ตั้งเป้าหมายสำคัญในการจัดทำกระบวนการ คือการตอบสนองลูกค้าให้ได้ 4 ถูก คือถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา และถูกใจ

การปรับปรุงสินค้าในคลัง ไม่สามารถทำได้คนเดียว หรือแค่ทีมเดียว แต่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่เฉพาะฝ่ายคลัง แต่หมายถึงคนอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคลังด้วย เข้านอกออกใน ทำให้ถูกกฏระเบียบ

ซึ่งเป็น ส. สุดท้ายที่ทำให้การปรับปรุงไม่จบไม่สิ้น ส.นิสัย นั่นเอง

แต่อยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งไปกลัว ส. สุดท้าย ขอแค่ให้เริ่มทำ 3 ส. แรกให้ได้ก่อน

เพราะถ้าไม่เริ่มนับ 1 ก็ไม่มีวันนับถึง 10

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo