แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จัดการสต็อก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จัดการสต็อก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทางรอด หรือ ทางเลือก??


ทางรอด หรือ ทางเลือก??

ประเภทของสต็อกในคลัง

1. Active stock คือสต็อกสินค้าที่มีการเคลื่อนไหว หรือยังคงมีการขายได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดในเวลาใกล้ ๆ แม้จะมีการขายได้น้อยก็ตาม เช่น ในระยะ 6 เดือน ยังคงมีออเดอร์ซื้อสินค้าตัวนี้อยู่บ้าง สต็อกประเภทนี้ ยังคงทำกำไรให้บริษัทได้

2. Slow move คือสต็อกสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าหรือขายได้น้อยมากในช่วงเวลาที่กำหนดในเวลาที่นานกว่า active แต่ยังไม่ไกลมาก เช่น ใน 1 ปีที่ผ่านมาสินค้าตัวนี้ มีออเดอร์มาแค่ไม่กี่ชิ้น หรือไม่มีเลย สต็อกประเภทนี้ อาจขายได้แบบขาดทุนกำไร เช่นจัดโปรโมชั่นลดราคา และถ้ายังไม่จัดการ จะมีความเสียงในการขาดทุน

3. Dead stock คือสต็อกสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวและขายไม่ได้อีกแล้วในระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนด เช่น สินค้าตัวนี้ ไม่ขายแล้วหรือเลิกขายในตลาดแล้ว สต็อกประเภทนี้ ขายขาดทุนอย่างเดียวหรือขายเป็นขยะ เพื่อได้เงินคืนมาบ้าง (ไม่เป็นศูนย์)

ระยะเวลาในการบอกว่าจะเป็นสต็อกประเภทไหนนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตของสินค้าในตลาดรวมถึงเทคโนโลยีในการผลิต

ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และบัญชี ต้องมีการปรึกษาหารือกันว่าควรจะกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาว่าจะเก็บนานแค่ไหนถึงยังเรียกว่า Active นานแค่ไหนจะบอกได้ว่า Slow และนานแค่ไหน ควรตัดเป็น Dead โดยต้องอาศุยข้อมูลจากคลังสินค้า ที่ต้องรายงานระยะเวลาที่สินค้านั้นเก็บในคลัง

อยากรู้ว่า บริษัทยังไปต่อได้หรือไม่ ส่วนนึงต้องดูด้วยว่า สต็อกที่เก็บไว้ตอนนี้ มีประเภทไหนมาก

Dead และ Slow คือทางรอด หรือก็แค่ทางเลือก??

ถ้ามีประเภท Active อยู่ในสัดส่วนที่มากกว่า ก็ยิ้มออก

แต่ถ้าประเภท Slow กับ Dead มีเยอะ ก็เตรียมตัวเดดสะมอเร่กันได้เลย

จะฟื้นคืนชีพได้ ก็ต้องจัดการ Dead กับ Slow อย่างด่วน

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==


==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==

แน่นอนว่าการมีโปรแกรมช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง จะเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยคุณอย่างมาก แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับเทพแค่ไหน คุณก็ปวดกบาลได้เหมือนกัน

เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เอ๊ย เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้

การจัดการสินค้าคงคลังระดับเทพ อย่างน้อย ต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

1. **การจัดกลุ่มสินค้า**
2. **ป้ายระบุสถานที่เก็บ**
3. **คำอธิบายสินค้า**
4. **รหัสสินค้า**

ทั้ง 4 ส่วน ได้กล่าวไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้ เราจะมาบอกอีก 4 ส่วนที่เหลือ นั่นก็คือ

5. **หน่วยนับ**
ควรเป็นหน่วยนับเดียวกัน เช่น นับเป็นชิ้น กล่อง ถุง พาลเลท น้ำหนักเป็นกิโลกรัม กรัม ตัน คิว ขนาดพื้นที่เป็นตารางเมตร ตารางเซนติเมตร เมื่อมีคำสั่งซื้อ จะได้ส่งสินค้าออกไปได้ในปริมาณที่ถูกต้อง และมีผลต่อการกำหนดจำนวนสินค้าคงคลังที่ต้องเก็บน้อยที่สุด และมากที่สุดด้วย

6. **การตรวจนับสินค้า**
เมื่อมีการหยิบสินค้าออก เก็บสินค้าเข้าชั้น ก็ต้องมีการตรวจนับสินค้าว่าคงเหลืออยู่เท่าไหร่ กระบวนการตรวจนับควรจะง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน จำไว้ว่ายิ่งคนเราวุ่นวายกับตัวเลขจำนวนมากเท่าไหร่ ความผิดพลาดจะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น กำหนดวิธีการตรวจนับที่สะดวก แต่แม่นยำเป็นการป้องกันความผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง

7. **โปรแกรมการค้นหาสินค้า**
คนสมัยก่อน จะใช้ปากกาจดรายการสิ่งของลงในสมุด เวลาจะค้นหาว่า สินค้าเก็บไว้ตรงไหน เหลือเท่าไหร่ ถ้าคนที่หาไม่ใช่คนที่บันทึก ก็จะใช้เวลานานกว่าจะได้คำตอบ ไม่เว้นแม้แต่การทำงานในปัจจุบัน แม้ว่า จะใช้โปรแกรม Excel เก็บข้อมูลไว้ เมื่อจะใช้สอบถามข้อมูลสินค้า ก็เพียงกด ctrl+F แล้วค้นหา แต่ถ้าคุณมีข้อมูลในนั้นมาก หรือย้อนหาข้อมูลสมัย2-3 ปีที่แล้ว Excel คุณอาจจะแฮงก์ จึงขอแนะนำให้มีโปรแกรมสินค้าคงคลังแบบง่าย ๆ ไว้ใช้ ดีกว่าการใช้ Excel ในการจัดการ ปัจจุบัน โปรแกรมจัดการคลังสินค้ามีการพัฒนาออกมามาก ธุรกิจเล็ก ๆ สามารถซื้อหาได้ในราคาถูกแสนถูก เผลอ ๆ มีออปชั่นเสริมเพียบ

8. ***ความสำคัญของพนักงานคลังสินค้า**
สุดท้าย ท้ายสุด กิจกรรมใด ๆ ในคลังสินค้า ย่อมยังต้องมีคนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหยิบ การเก็บ การบันทึกข้อมูล การตรวจนับสินค้า เชื่อหรือไม่ว่า ความผิดพลาดทั้งหลายในคลังสินค้า เช่น ของหาย ของหาไม่เจอ ของเต็มคลัง ล้วนแล้วแต่มาจากคนทั้งสิ้น โปรแกรมไม่ช่วยให้ความผิดพลาดหายไป เช่นนั้นแล้ว คุณต้องจัดทำนโยบายการทำงาน และอบรมพนักงานคลังสินค้าให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เขาต้องเกี่ยวข้องและตัวเขาเองที่มีต่อบริษัท ทุกกิจกรรมที่เขาทำอยู่ทุกวัน มีผลต่อการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงความอยู่รอดของบริษัทและตัวเขาเอง ดังนั้น พนักงานทุกคนในคลังสินค้า จึงมีความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

(ทิ้งท้ายแม้แต่ที่ปรึกษาเก่ง ๆ โปรแกรมแพง ๆ ก็ไม่อาจช่วยปรับปรุงแก้ไข และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังของท่านได้ หากพนักงานของท่านไม่ให้ความร่วมมือ)

เรื่องง่าย ๆ กับการจัดการคลังสินค้า ที่ตอนนี้ คุณได้รู้แล้ว
และพรุ่งนี้ คุณจะคุยกับใคร ก็ รู้ เรื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.clearlyinventory.com/
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

==แบไต๋ 8 เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 1==




==แบไต๋ 8 เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 1==

แน่นอนว่าการมีโปรแกรมช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง จะเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยคุณอย่างมาก แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับเทพแค่ไหน คุณก็ปวดกบาลได้เหมือนกัน

เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เอ๊ย เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้

การจัดการสินค้าคงคลังระดับเทพ อย่างน้อย ต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

1. **การจัดกลุ่มสินค้า**
ของในคลัง ต้องแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มเป็นก้อนให้ชัดเจนและเข้าถึงง่าย พนักงานคลังควรรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เดินไปตรงจุดที่จะหยิบสินค้าได้ถูกต้อง สินค้าประเภทวัตถุอันตราย ประเภทขนาดใหญ่มาก หรือแยกแยะตามชนิดการใช้งานที่ต่างกัน มีป้ายระบุชื่อ-ที่อยู่ให้ดี ก็เหมือนช้อปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เกตแหละ ป้ายสินค้า ป้ายราคา ต้องมีติด พื้นที่ไหนว่าง ก็ละเลยไม่ได้ ควรต้องทำป้ายระบุว่า เป็นพื้นที่สำหรับวางอะไร หากไม่ทำป้ายบอกไว้ แม่บ้านอาจเอาไม้กวาด ถังขยะมาวาง หรือพนักงานในคลังเอง มักง่าย เอาอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้ มาวางระเกะระกะไปหมด ดูไม่มืออาชีพเอาซะเลย

2. **ป้ายระบุสถานที่เก็บ**
บนป้ายระบุสถานที่เก็บ ต้องเขียนด้วยตัวอักษรที่ใคร ๆ ก็อ่านได้ง่าย ความเป็นศิลปินออกแบบตัวอักษร อย่าเอามาใช้ นอกจากนั้น ก็ต้องระบุพิกัดให้ชัดเจนด้วยว่าอยู่แถวไหน ชั้นไหน เช่น A-1-1 หมายถึง แถว A ชั้น 1 ช่อง 1 เป็นต้น
ที่สำคัญ วาดรูปลูกศรชี้ไปตรงสินค้าที่เก็บ จะทำให้มีการตรวจสอบและหยิบสินค้าได้ถูกมากขึ้น

3. **คำอธิบายสินค้า**
สินค้าที่หลากหลายในคลังสินค้า อาจทำให้คนทำงานสับสน บางอย่างก็แตกต่างชัดเจนในเรื่องขนาด บางอย่างก็ใกล้เคียงกันเหลือเกิน แยกแยะไม่ค่อยได้ในเวลาอันจำกัด ซึ่งทำให้หยิบสินค้ามาผิด แล้วต้องเสียเวลากลับไปหยิบใหม่ ถ้ารู้ตัว แต่ถ้าไม่รู้ตัว สินค้าผิด ๆ นั้น ก็จะถูกส่งออกไปให้ลูกค้าแล้วความโชคร้ายก็จะมาเยือนทันที โดนด่ากันระนาวตั้งแต่ผู้บริหารยันพนักงานหยิบของ 

ดังนั้น บนสินค้าแต่ละชนิดต้องจำแนกแจกแจงให้ชัดเจนถึงความแตกต่างจากสินค้าตัวอื่น เช่นสินค้าประเภทเดียวกัน แต่สีต่างกัน ขนาดต่างกัน ก็ต้องระบุสีและขนาดด้วย หากรอบการสั่งซื้อมีผลต่อการขายสินค้า ก็ต้องระบุวันที่สั่งซื้อ

4. **รหัสสินค้า**
นักเรียนทุกคน เมื่ออยู่ในโรงเรียน จะมีรหัสนักเรียน หนังสือทุกเล่มในห้องสมุด ก็จะมีรหัสหนังสือ สินค้าก็เช่นกัน เมื่อมารวมกันมาก ๆ ควรจะมีรหัสเป็นของตัวเอง เวลาค้นหา จะได้ทำได้ง่าย ค้นแล้ว เจอเลย ความยาวของรหัสสินค้า ไม่ควรเกิน 5-6 ตัว เช่น สอน123 สอน124 สอน125

ติดตามตอนต่อไปได้ที่นี่
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.clearlyinventory.com
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช