แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อของออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซื้อของออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เปิดกล่องออกมา ไอโฟนจอแตกร้าว เคลมได้เท่าไหร่


เปิดกล่องออกมา ไอโฟนจอแตกร้าว เคลมได้เท่าไหร่

สินค้าที่ส่งกับผู้รับขนส่ง เขารับประกันความเสียหายให้เราหรือเปล่า

สินค้าราคาแพง อย่างไอโฟน เขาชดใช้ตามราคาจริงที่เราซื้อมาหรือเปล่า

คำตอบ

ผู้รับขนส่งโดยทั่วไป อย่างเช่น ไปรษณีย์ DHL TNT FedEx นั้น จะมีการรับประกันความเสียหายอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 2000 บาท

ไม่ว่าสินค้าคุณจะมีราคาเท่าไหร่ก็ตาม

นั่นหมายความว่า หากสินค้าคุณมีราคาสูงกว่า 2000 บาทแล้ว คุณมีทางเลือกดังนี้

1. ทำใจ รอลุ้นว่าสินค้าคุณจะยังอยู่ดียามที่เปิดกล่องออกมาหรือไม่ สวดมนต์ภาวนาให้สินค้าแคล้วคลาดปลอดภัย ท่องนะโม 3 จบใส่คาถาดีที่ได้จากพระเกจิดังก่อนบรรจุสินค้าลงกล่อง(ถ้าคุณคือคนขาย) หรือสาธุ สาธุ ก่อนจะเปิดกล่องสินค้า

2. ซื้อประกันเพิ่มก่อนสินค้าจะถูกส่งออกไป บริษัทผู้รับจ้างขนส่งเหล่านี้ จะมีบริการเพิ่มความคุ้มครองสินค้าตามราคาจริงที่คุณแจ้งไป แต่ต้องจ่ายค่าประกันเพิ่ม เวลาเปิดกล่องมา เจอของแตกเสียหาย ก็เคลมให้เขาจ่ายตามราคาจริงที่ได้เลย ไม่ว่าจะค่าซ่อม (ถ้าซ่อมได้แบบที่พี่เบิร์ดบอก) หรือค่าเครื่องที่คุณซื้อมา

3. ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่ม แล้วก็ไม่อยากลุ้น ก็ต้องแพคสินค้าให้ดี พันและหุ้มห่อสินค้าราวกับว่าคุณกำลังพันมันเป็นมัมมี่ตัวอ้วน (ย้ำ อ้วนมากกก) จากนั้นยัดทุกอย่างที่จะประคับประคองสินค้าคุณลงไปในกล่อง ไม่ว่าจะเป็นเม็ดโฟม พลาสติกกันกระแทก เศษกระดาษฝอย คิดประหนึ่งส่าสินค้าคุณคือ "ไข่" แพคอย่างไรไม่ให้ "ไข่แตก" ดูแลมันราวกับ "ไข่ในหิน" รับรองไม่แตกแน่นอน ลองดูได้เลย

อ้อ ไม่ต้องเขียนประโยคทั้งหลายแหล่บนกล่องเพื่อเตือนเจ้าหน้าที่ขนส่งหรอกนะ อย่างเช่น "ขอร้องล่ะ อย่าโยน" "ห้ามเตะ กูแช่งนะ" "ระวังแตก กูไหว้ล่ะ" บลา บลา บลา เพราะมันไม่มีใครรับประกันว่าเขียนแล้วของจะไม่แตกเสียหาย ตราบใดที่คุณแพค "ไข่" ไม่ดี

ทั้งนี้ แต่ละบริษัท จะมีเงื่อนกำหนดต่างกัน คุณจึงควรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง

อ้อ สินค้าไม่ทุกประเภทที่เขารับประกันความเสียหายนะ อย่าง แก้ว แหวน เงิน ทอง เพชร แก้ว กระเบื้อง กระจก

รู้อย่างนี้แล้ว ก็รักษาสิทธิ์ตัวเอง โวยวายให้ถูกต้อง ไม่ผิดตัว

กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

5 ต้นทุนลึกลับในการนำเข้าส่งออก เรื่องไม่เป็นเรื่องที่อาจเป็นเรื่องเข้าก็ได้


5 ต้นทุนลึกลับในการนำเข้าส่งออก เรื่องไม่เป็นเรื่องที่อาจเป็นเรื่องเข้าก็ได้

1. ความผิดพลาดของผู้ขนส่ง
เชื่อหรือไม่ นี่คือต้นทุนแอบแฝงที่เกิดขึ้น ในขณะที่คุณไม่รู้ตัว ความผิดพลาดของผู้ขนส่ง ทำให้คุณเสียเงินและเสียเวลาอย่างไม่ควร ไม่ว่าจะเป็นการทำ L/C ผิด จองเรือไม่ถูก packing list หาย สินค้าตกเรือ เปิดตู้มีปัญหา เอกสารไม่ครบ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เกิดจาก human error หรือความผิดพลาดของคน ไม่ใช่ระบบ ซึ่งหากทำงานแบบมืออาชีพ ความรอบคอบและใส่ใจในการทำงานของพนักงานมีความสำคัญมากที่สุด.

2. สัญญาไม่เป็นสัญญา
เมื่อธุรกิจของคุณมีการเติบโตขึ้นจากวันแรกที่ได้ว่าจ้างผู้รับเหมาในการจัดการสินค้าให้คุณนั้น แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนกิจกรรมที่เกิด ทว่า หากคุณรู้จักที่จะเจรจาต่อรองกับผู้รับเหมา ไม่มองข้ามมันไป คุณจะสามารถได้ส่วนลดเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น(อเมซิ่งไทยแลนด์) มองหาวิธีการทำงานที่เพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าแต่มีการใช้เวลาและแรงงานที่น้อยลง ไม่จำเป็นเสมอไปว่า งานมากขึ้น ต้องควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้น คนฉลาดเท่านั้น ที่จะชนะ

3. ข้อจำกัดในการขนส่ง
บางครั้ง ข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าจากสายเรือหรือสายการบินต่าง ๆ ก็อาจทำให้คุณต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อทำตามกฎ แต่เงินที่คุณจ่ายเพิ่มไปนั้น ในบางครั้ง อาจไม่จำเป็น ถ้าหากคุณศึกษาหาข้อมูลดี ๆ พิจารณาสิ่งที่จะใช้ทดแทนกันได้ ต้นทุนเหล่านี้ หากใส่ใจมันบ้าง คุณจะเพิ่มเงินในกระเป๋าได้อย่างเหลือเชื่อ

4. รหัสสินค้าเสียภาษี
เชื่อหรือไม่ว่า ผู้นำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ มักจะเสียภาษีในอัตราที่แพงเกินจริง เพียงเพราะระบุประเภทสินค้าเพื่อเสียภาษีไม่ถูกต้อง จากที่อาจจะเสียภาษีเพียง 1% กลับต้องเสียถึง 10% ดังนั้น ในการระบุรหัสสินค้านำเข้า ต้องระบุให้ถูกต้อง แม่นยำเข้าไว้ ไม่แน่ใจ สอบถามจนกว่าจะใช่ เก็บเงินได้อีกเยอะ

5. ประกันภัยสินค้า
ผู้ขนส่งสินค้าเกือบทุกราย จะมีการประกันภัยสินค้าเสียหาย โดยจะมีตั้งแต่ขั้นต่ำแบบฟรีประกันภัยจนถึงครอบคลุมการเสียหายตามจริง หากสินค้าคุณมีความบอบบางหรือราคาแพง อย่าเหนียวเงินในกระเป๋าด้วยการไม่ซื้อประกันเพิ่ม เพราะหากสินค้าเสียหายจริง ปัญหาที่ตามมาจะมากกว่าการจ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อย เช่น การโต้เถียงกับผู้ขนส่งสินค้า ความขุ่นข้องหมองใจกับผู้รับเหมา ความสัมพันธ์ในการทำธุรกิจ การเสียเวลา ที่สำคัญ ลูกค้าของคุณ จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็น

เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่าทำให้เป็นเรื่อง จะดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://www.globallogisticsmedia.com/
รวบรวม เรียบเรียง เพิ่มเติม โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ตัวเลขสะดุดตา กับ 37,000,000 ชิ้นต่อวัน



ตัวเลขสะดุดตา กับ 37,000,000 ชิ้นต่อวัน
Amazon.com เป็นเวปไซต์ e-commerce ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นเวปเซต์ที่มีการค้าขายออนไลน์ที่มากที่สดในโลกเวปไซต์หนึ่งเลยที่เดียว
ในทุกวัน จะมีการสั่งซื้อสินค้ากันมาก เฉลี่ยแล้วถึง 37.000.000 ชิ้นต่อวัน (อ่านว่า 37 ล้านชิ้นต่อวัน) หรือเท่ากับ 428 ชิ้นต่อวินาที
โอ้ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด แค่เพียงเรานั่งหายใจทิ้งไปในเสี้ยววินาที สินค้าเกือบครึ่งพันก็มีการซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว
คำถามคือ คลังสินค้าจะต้องกว้างใหญ่ขนาดไหนที่จะบรรจุสินค้าให้ได้มากกว่า 37 ล้านชิ้นต่อวัน และต้องมีกี่คลังสินค้า เพื่อให้เก็บสินค้าได้เพียงพอต่อการส่งสินค้าทันทีที่ลูกค้าคลิกซื้อสินค้า
คำตอบ Amazon มีคลังสินค้าทั่วโลกทั้งหมด 108 คลัง ขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000 ตารางเมตร หรือเท่ากับประมาณ 14 สนามฟุตบอลรวมกัน
มูลค่าซื้อขายอยู่ที่ 74,000,000,000 บาท
แค่นับตัวเลข ก็มึนแล้ว ธุรกิจ e-commerce ถ้ารุ่ง ก็เป็นแบบ Amazon ที่แล
ปล. แต่ที่ร่วง ก็เยอะจนอาจถมที่นาได้เป็นไร่เลยเชียว