วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พนักงานคลังสินค้า มีหน้าที่หลัก ๆ อะไรบ้าง


พนักงานคลังสินค้า มีหน้าที่หลัก ๆ อะไรบ้าง

1. รับของเข้า
พนักงานคลังสินค้ามีหน้าที่ในการรับสินค้าเข้าคลัง จากรถขนส่ง ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่แนบมากับสินค้า ใบวางบิล รวมถึงตรวจสภาพสินค้าว่ามีเสียหายหรือครบตามที่ได้รับแจ้งหรือไม่

2. เชี่ยวชาญในการใช้อุปกรณ์ในคลัง
แน่นอนว่า สินค้าที่เข้ามาในคลัง ไม่ใช่เพียงแค่ชิ้น หรือสองชิ้น แต่มีจำนวนมาก ซึ่งต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการขนย้ายจากรถบรรทุกเข้าคลังสินค้า เช่น รถโฟล์คลิฟต์ รถยกพาลเลท บันไดลาก สายพานลำเลียง เป็นต้น ดังนั้นแล้ว พนักงานในคลังต้องมีหน้าที่ในการฝึกฝนการใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายเหล่านี้ให้ชำนาญ และอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

3. แยกแยะสินค้าตามประเภทเพื่อจัดเก็บ
ในคลังสินค้า ไม่ได้เก็บสินค้าประเภทเดียวกันทั้งหมด แต่มีหลากหลายชนิด หลากหลายจุดจัดเก็บ พนักงานคลังจึงมีหน้าที่ในการแยกแยะสินค้าที่ได้รับจากภายนอกตามกลุ่มประเภทสินค้า ตามเลขที่จุดจัดเก็บ เพื่อให้จัดเก็บได้ถูกที่ และรวดเร็ว

นอกจากนั้น เมื่อต้องมีการส่งสินค้าออกไปยังลูกค้า พนักงานคลังสินค้าอาจมีระบบการหยิบสินค้าในคลังแบบ Batch คือหยิบสินค้าตามจำนวนสั่งซื้อทั้งหมด โดยยังไม่แยกแยะตามใบสั่งซื้อ เมื่อพนักงานคลังหยิบมาแล้ว ก็มีหน้าที่ในการจัดแยกสินค้าตามใบสั่งซื้อ ตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนนำส่งลูกค้าต่อไป

4. จัดเตรียมเอกสาร
การนำสินค้าเข้า-ออกจากคลังสินค้านั้น ต้องมีการทำเอกสารกำกับ ควบคุมสินค้าด้วย นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องมีการทำเอกสารบันทึกสินค้าเสียหาย สินค้าหมดอายุ สินค้าเคลื่อนไหวช้า สินค้าที่เตรียมกำจัด ฯลฯ

5. จัดเก็บสินค้าเข้าคลัง
หลังจากรับสินค้าจากผู้ขนส่งและตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว พนักงานคลังสินค้ามีหน้าที่ในการจัดเก็บสินค้าเข้าไปยังจุดที่สินค้านั้น ๆ ได้ถูกกำหนดสถานที่เก็บ โดยต้องจัดทำป้ายสินค้า บอกรายละเอียดวันเวลาในการรับเข้า รวมถึงอัพเดทข้อมูลในระบบให้ถูกต้องตรงกัน

6. จัดเตรียมสินค้าเพื่อส่งออก
เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา พนักงานคลังสินค้ามีหน้าที่ในการหยิบและจัดสินค้าตามรายการ บรรจุ ตรวจสอบความถูกต้อง และบันทึกสินค้าออกในระบบ จากนั้น ส่งสินค้าตามเส้นทางการขนส่งไปยังลูกค้า

7. รักษาความถูกต้องของสินค้าในคลัง
หัวใจสำคัญที่สุดในคลังสินค้า คือการมีสินค้าคงคลังถูกต้องตรงกับการบันทึกสินค้าเข้า-ออก นั่นคือ หน้าที่ของพนักงานคลังสินค้าอย่างหนึ่งคือ ต้องมีการตรวจนับสินค้าทุกวัน โดยจำนวนที่นับได้จะต้องเท่ากับตัวเลขคงเหลือในระบบเสมอ

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การบันทึกข้อมูลเป็นเลือดไหลเวียนสำคัญกับ logistics


เรื่องสำคัญที่มักจะถูกมองข้าม เพราะเห็นเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่เชื่อหรือไม่ ว่าการบันทึกข้อมูล เป็นต้นตอปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งต่อประสิทธิภาพการจัดการลอจิสติกส์ในองค์กร

กระบวนการลอจิสติกส์อย่างหนึ่งคือการไหลของข้อมูล ซึ่งข้อมูลจะไหลไปไหนต่อไหน ก็ต่อเมื่อคนทำงานใส่มันลงไปในกระบวนการ ถ้าคนไม่ใส่ ข้อมูลก็จะกลายเป็นมวลสาร ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเท่านั้นเอง แต่ถ้าใส่แล้วไม่ถูกต้อง ก็เหมือนสั่งข้าวกะเพราไก่ ไข่ดาว แต่ได้ข้าวกะเพราไก่ ไข่เจียวนั่นแหละ

มีครั้งหนึ่ง ได้เคยเข้าไปให้คำปรึกษาด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพคลังสินค้าแก่องค์กรหนึ่ง หลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ แล้ว สิ่งที่ค้นพบสาเหตุของความวุ่นวายและการทำงานซ้ำซ้อนในคลังไม่ใช่เรื่องระบบคลัง เพราะมีบาร์โค้ด มีสต๊อคการ์ด มีโลเคชั่น แต่สิ่งที่ไม่มีคือพนักงานไม่บันทึกข้อมูลในระบบอย่างถูกต้อง บางครั้งผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้วค่อยมาบันทึกกันที่หลัง บางครั้ง แก้ตัวเลขกันเอง บางครั้ง ข้อมูลที่บันทึกไม่เคยตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างนี้การไหลของข้อมูล ก็จะกลายเป็นการกักข้อมูล ใครจะต้องนำข้อมูลไปใช้ต่อโดยเฉพาะฝ่ายขาย ก็ได้ข้อมูลแบบผิด ๆ ไป สุดท้าย ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ ทะเลาะกันไม่สิ้นสุด

เหมือนน้ำท่วมแหละ ถ้ามีทางให้น้ำไหล น้ำก็จะไปของมันเรื่อย ๆ แต่ถ้ามีใครกักน้ำไว้ เมื่อน้ำไม่มีทางไป มันก็จะมากขึ้น มากขึ้น จนท่วม เดือดร้อนกัน โทษกันไปมา

การบันทึกข้อมูลจึงมีความสำคัญอย่างไร บ้าง

เซลล์รู้ว่ามีของอะไรให้ขาย และอะไรไม่มี

เซลล์รู้ว่าของมีต้องขายเท่าไหร่ และจะส่งให้ลูกค้าได้เมื่อไหร่

โรงงานรู้ว่าต้องผลิตมาเติมเต็มในคลังให้เท่าไหร่ เพื่อให้พอขาย เวลาที่ลูกค้าอยากได้

จัดซื้อรู้ว่าต้องสั่งวัตถุดิบเข้ามาเมื่อไหร่ เพื่อให้โรงงานผลิตสินค้าได้

วางแผนรู้ว่าต้องประสานงานเมื่อไหร่ให้มีวัตถุดิบพร้อมผลิตและมีของให้เซลล์ขาย

ผู้บริหารรู้ว่าเงินจมกับสินค้าในคลังเท่าไหร่ ซื้อวัตถุดิบมาตุนมากไปหรือเปล่า ของค้างในโรงงานมากแค่ไหน และสำคัญ มีกี่ออเดอร์ที่ส่งลูกค้าไม่ทันตามที่ลูกค้าอยากได้ จนอาจทำให้เสียรายได้

หากไม่มีข้อมูล คุณก็ตอบคำถามข้างต้นไม่ได้ เมื่อตอบไม่ได้ คุณก็ไม่รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่

หลายองค์กร ไม่สร้างความตระหนักให้กับพนักงาน ว่าการบันทึกข้อมูลมีความสำคัญมากแค่ไหน ต้องทำรวดเร็วแค่ไหน การปล่อยให้เวลาเนิ่นนานแล้วจึงมาบันทึกข้อมูลนั้น มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงอย่างไร เพราะผู้ที่เป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหารไปมองเรื่องอื่นที่เห็นว่าสำคัญกว่า เช่น มีของในสต๊อคเท่าไหร่ดีถึงจะพอขาย ของในสต๊อคต้องไม่ล้นจนทุนจม เป็นต้น

ดังนั้นแล้ว คำถามที่ต้องถามหากองค์กรของคุณกำลังต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านลอจิสติกส์ ก็คือ ข้อมูลที่คุณมีถูกต้องหรือไม่ และอัพเดทล่าสุดแล้วหรือยัง

เรื่องเล็กน้อยที่มองข้าม แต่ก็อาจทำให้เลือดไหลหมดตัวได้

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

5 สาเหตุหลัก เพลิงไหม้ในคลังสินค้า


5 สาเหตุหลัก เพลิงไหม้ในคลังสินค้า

1. ไฟฟ้าลัดวงจร
ดูเหมือนจะเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับแรกของทุกเหตุการณ์ไฟไหม้เลย ทำไมไฟฟ้าถึงลัดวงจร ก็เพราะอาจมีการใช้ไฟมากไป ใช้ไฟจากเต้าเดียวกันมากไป ใช้ไฟฟ้าผิดแรงไฟ ฯลฯ (สาเหตุจริง ๆ ของไฟฟ้าลัดวงจร คงต้องถามจากผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าอีกที)

2. บุหรี่
คนสูบก็ตาย คนไม่สูบก็ตาย ไม่ใช่เพียงแค่จากควันบุหรีเพียงอย่างเดียวซะแล้ว เพราะก้นบุหรี่ ที่ทิ้งไว้ ทั้งไม่ดับ และดับไม่สนิท ก็เป็นสาเหตุให้ติดไฟจนลามไปยังคลังได้ถ้าที่สูบบุหรี่อยู่ไม่ห่างจากคลังในระยะปลอดภัย

3. วัตถุอันตราย
คลังเก็บสินค้าประเภทวัตถุอันตราย จะมีกฏหมายบังคับให้ติดตั้งและวางผังคลัง เพราะมีโอกาสในการเกิดเพลิงไหม้ได้ง่าย เช่นสิ่งก่อกำเนิดไฟอย่างบุหรี่ แบตเตอรี การเสียดสีกันของสินค้า น้ำมัน ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าคลังของท่านอย่าได้พยายามหลีกเลี่ยงการป้องกันอันตรายจากเพลิงไหม้ เพียงเพื่อไม่อยากเสียเงินมากเลย

4. สภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง
อากาศที่ร้อนระอุในคลังเป็นหนึ่งในสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยที่คนทำงานมักจะประมาท ไม่นึกถึง เวลาพนักงานรู้สึกร้อน ก็จะเดินไปยังจุดที่ทำให้ตัวเองเย็นขึ้น เลี่ยงจุดที่มีอากาศร้อน แต่สินค้าที่เราเก็บไว้ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตัวเองได้ ดังนั้นแล้ว ถ้าไม่หมั่นตรวจอุณหภูมิในคลังให้ดี หรือไม่สังเกตอากาศรอบ ๆ สินค้าที่มีความเสี่ยง โอกาสเกิดเพลิงไหม้ก็มีสูง

5. คน
ความประมาทเลินเล่อของคน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการเกิดเพลิงไหม้ โดยเฉพาะพนักงานที่ทำงานในคลังมานานจนเกิดความชินชากับสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่ มองข้ามสิ่งที่ผิดปกติ จนเป็นเรื่องปกติแห่งความชาชิน เลยไม่ตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่า ทุกวันก็ปกติดี ไม่เห็นจะไหม้ มันก็คงไม่ไหม้หรอก (มั๊ง) หรือถ้าไหม้จริง ๆ ก็คงดับทัน นี่แหละหนา คนถึงเป็นสาเหตุหลัก

ที่สำคัญ คลังสินค้าส่วนใหญ่ น้อยนักที่จะมีอบรมการป้องกันเพลิงไหม้ น้อยนักที่จะสำรวจถังดับเพลิงว่าใช้ได้หรือเปล่า น้อยนักทีจะมีถังดับเพลิงเพียงพอตามขนาดของพื้นที่คลังสินค้า และน้อยนักที่จะองค์กรจะสร้างความตระหนักในอันตรายและสาเหตุเพลิงไหม้ให้กับพนักงานในคลัง

เพลิงไหม้ป้องกันการลุกลามได้ ถ้าไม่ประมาท

ขอบคุณ ภาพข่าวเพลิงไหม้คลังเก็บยางรถยนต์ของบริษัทหลิงหลง ในนิคมเหมราช

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

5 ต้นทุนลึกลับในการนำเข้าส่งออก เรื่องไม่เป็นเรื่องที่อาจเป็นเรื่องเข้าก็ได้


5 ต้นทุนลึกลับในการนำเข้าส่งออก เรื่องไม่เป็นเรื่องที่อาจเป็นเรื่องเข้าก็ได้

1. ความผิดพลาดของผู้ขนส่ง
เชื่อหรือไม่ นี่คือต้นทุนแอบแฝงที่เกิดขึ้น ในขณะที่คุณไม่รู้ตัว ความผิดพลาดของผู้ขนส่ง ทำให้คุณเสียเงินและเสียเวลาอย่างไม่ควร ไม่ว่าจะเป็นการทำ L/C ผิด จองเรือไม่ถูก packing list หาย สินค้าตกเรือ เปิดตู้มีปัญหา เอกสารไม่ครบ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เกิดจาก human error หรือความผิดพลาดของคน ไม่ใช่ระบบ ซึ่งหากทำงานแบบมืออาชีพ ความรอบคอบและใส่ใจในการทำงานของพนักงานมีความสำคัญมากที่สุด.

2. สัญญาไม่เป็นสัญญา
เมื่อธุรกิจของคุณมีการเติบโตขึ้นจากวันแรกที่ได้ว่าจ้างผู้รับเหมาในการจัดการสินค้าให้คุณนั้น แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนกิจกรรมที่เกิด ทว่า หากคุณรู้จักที่จะเจรจาต่อรองกับผู้รับเหมา ไม่มองข้ามมันไป คุณจะสามารถได้ส่วนลดเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น(อเมซิ่งไทยแลนด์) มองหาวิธีการทำงานที่เพิ่มคุณค่าให้กับสินค้าแต่มีการใช้เวลาและแรงงานที่น้อยลง ไม่จำเป็นเสมอไปว่า งานมากขึ้น ต้องควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้น คนฉลาดเท่านั้น ที่จะชนะ

3. ข้อจำกัดในการขนส่ง
บางครั้ง ข้อจำกัดในการขนส่งสินค้าจากสายเรือหรือสายการบินต่าง ๆ ก็อาจทำให้คุณต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อทำตามกฎ แต่เงินที่คุณจ่ายเพิ่มไปนั้น ในบางครั้ง อาจไม่จำเป็น ถ้าหากคุณศึกษาหาข้อมูลดี ๆ พิจารณาสิ่งที่จะใช้ทดแทนกันได้ ต้นทุนเหล่านี้ หากใส่ใจมันบ้าง คุณจะเพิ่มเงินในกระเป๋าได้อย่างเหลือเชื่อ

4. รหัสสินค้าเสียภาษี
เชื่อหรือไม่ว่า ผู้นำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ มักจะเสียภาษีในอัตราที่แพงเกินจริง เพียงเพราะระบุประเภทสินค้าเพื่อเสียภาษีไม่ถูกต้อง จากที่อาจจะเสียภาษีเพียง 1% กลับต้องเสียถึง 10% ดังนั้น ในการระบุรหัสสินค้านำเข้า ต้องระบุให้ถูกต้อง แม่นยำเข้าไว้ ไม่แน่ใจ สอบถามจนกว่าจะใช่ เก็บเงินได้อีกเยอะ

5. ประกันภัยสินค้า
ผู้ขนส่งสินค้าเกือบทุกราย จะมีการประกันภัยสินค้าเสียหาย โดยจะมีตั้งแต่ขั้นต่ำแบบฟรีประกันภัยจนถึงครอบคลุมการเสียหายตามจริง หากสินค้าคุณมีความบอบบางหรือราคาแพง อย่าเหนียวเงินในกระเป๋าด้วยการไม่ซื้อประกันเพิ่ม เพราะหากสินค้าเสียหายจริง ปัญหาที่ตามมาจะมากกว่าการจ่ายเพิ่มเพียงเล็กน้อย เช่น การโต้เถียงกับผู้ขนส่งสินค้า ความขุ่นข้องหมองใจกับผู้รับเหมา ความสัมพันธ์ในการทำธุรกิจ การเสียเวลา ที่สำคัญ ลูกค้าของคุณ จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็น

เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่าทำให้เป็นเรื่อง จะดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://www.globallogisticsmedia.com/
รวบรวม เรียบเรียง เพิ่มเติม โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการจัดการโลจิสติกส์



ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการจัดการโลจิสติกส์

1. ผู้บริหาร – เป็นปัจจัยสำคัญอย่างแรกที่จะบ่งบอกว่า การจัดการด้านโลจิสติกส์จะสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากโลจิสติกส์เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในบริษัทที่มีหลาย ๆ ฝ่ายมาเกี่ยวข้องกัน โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมงานทุกคน หากว่าผู้บริหารเพียงแค่ให้นโยบายและความคิดรวมถึงความอยากที่จะทำ ทว่าถึงเวลาที่ได้ลงมือทำไปแล้ว เมื่อเจอทางตันที่ต้องการการตัดสินใจหรืออำนาจจากผู้บริหารในการสั่งการ กลับเจอการละเลยหรือเมินเฉย โลจิสติกส์ที่กำลังถูกเคี่ยวให้ข้น ก็คงปล่อยให้ตกตะกอนผ่านไปอย่างเสียเวลา แล้วก็จะต้องมาเริ่มใหม่อีกครั้ง วนลูปไม่มีที่สุดสิ้น เพียงแค่ผู้บริหารไม่ใส่ใจ

2. ทีมงาน – หมายถึงตัวแทนของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์ในกิจกรรมใด ๆ ก็ตาม อาทิ การปรับปรุงการจัดซื้อ ไม่ได้มีเพียงฝ่ายจัดซื้อ แต่ยังมีฝ่ายผลิต ฝ่ายวัตถุดิบ และฝ่ายบัญชีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น หากตัวแทนจากแต่ละหน่วยงาน ไม่ได้รับความร่วมมือจากแผนกตนเองในการสนับสนุนข้อมูลและเวลา การทำงานคงจะสะดุดเป็นพัก ๆ ส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของการทำงาน

3. ข้อมูล – เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากโลจิสติกส์เป็นกระบวนการที่ทำงานโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก หากว่าข้อมูลที่ได้ไม่ถูกต้อง ก็ทำให้การกำหนดแผนการปรับปรุงไม่ถูกไปด้วย หรือหากแต่ละแผนกมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ก็ไม่สามารถรวมข้อมูลกันได้ เช่น คลังสินค้ามีข้อมูลสินค้าคงเหลือที่ไม่ตรงกับฝ่ายผลิตมี ทำให้ระบบการเติมเต็มสินค้าไม่ถูกต้อง มีสินค้าเหลืออยู่เยอะ ฝ่ายคลังบอกมีน้อย ฝ่ายผลิตผลิตสินค้าเติมในสต๊อก กลายเป็นสินค้าล้นคลัง หรือสินค้ามีเหลือน้อย ฝ่ายคลังบอกมีเยอะ ฝ่ายผลิตไม่ผลิตเติมเต็ม กลายเป็นไม่มีสินค้าส่งให้ลูกค้า สร้างความไม่พอใจให้ลูกค้าไปอีก ดังนั้น กว่าจะได้เริ่มปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุน ลดเวลาที่สูญเสีย กลับต้องมาใช้เวลามากในการแก้ไขข้อมูลให้ตรงกันทุกฝ่าย

4.ความตั้งใจ – ที่สุดของที่สุด คือหากทุกคนนับแต่ผู้บริหารยันคนทำงาน ไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยกันปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์เพื่อพัฒนาบริษัทให้มีกำไรมากขึ้น ต้นทุนลดลง แล้วละก็ การจัดการโลจิสติกส์ก็คงไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทำคนก็คงทำงานกันแบบเนือย ๆ หรือตามคำสั่ง ไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันหาแนวทางในการปรับปรุง ทุกอย่างก็คงอยู่ที่เดิม

5.การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง – สุดท้ายท้ายสุด โลจิสติกส์ไม่ใช่กิจกรรมที่หยุดนิ่ง ที่วันนี้ปรับปรุงแล้ว พรุ่งนี้จะไม่ต้องปรับปรุง หากจะพูดว่าโลจิสติกส์มีลมหายใจที่ทุกวันแม้เราจะหายใจเหมือนเดิม แต่อากาศที่หายใจเข้าไปไม่เหมือนเดิมก็ว่าได้ การทำงานทุกวันทั้งปี ไม่มีอะไรที่ซ้ำเดิม ความต้องการลุกค้ามีเปลี่ยนแปลง Supplier มีเงื่อนไขใหม่ ๆ การผลิตประสบปัญหาให้แก้ไขทุกวัน ดังนั้น อย่าหยุดพัฒนา อย่าหยุดปรับปรุง และอย่าหยุดนิ่งกับที่ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุด จะมีคนอีกหลายคนที่ยังคงเดินผ่านเราไปเสมอ

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช


https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==


==แบไต๋เรื่องง่ายในการจัดการสินค้าคงคลัง ตอนที่ 2==

แน่นอนว่าการมีโปรแกรมช่วยในการจัดการสินค้าคงคลัง จะเป็นเรื่องง่ายที่ช่วยคุณอย่างมาก แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้คุณเป็นผู้บริหารระดับเทพแค่ไหน คุณก็ปวดกบาลได้เหมือนกัน

เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ชายไม่รู้ เอ๊ย เรื่องง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้

การจัดการสินค้าคงคลังระดับเทพ อย่างน้อย ต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้

1. **การจัดกลุ่มสินค้า**
2. **ป้ายระบุสถานที่เก็บ**
3. **คำอธิบายสินค้า**
4. **รหัสสินค้า**

ทั้ง 4 ส่วน ได้กล่าวไปแล้วเมื่อวานนี้ วันนี้ เราจะมาบอกอีก 4 ส่วนที่เหลือ นั่นก็คือ

5. **หน่วยนับ**
ควรเป็นหน่วยนับเดียวกัน เช่น นับเป็นชิ้น กล่อง ถุง พาลเลท น้ำหนักเป็นกิโลกรัม กรัม ตัน คิว ขนาดพื้นที่เป็นตารางเมตร ตารางเซนติเมตร เมื่อมีคำสั่งซื้อ จะได้ส่งสินค้าออกไปได้ในปริมาณที่ถูกต้อง และมีผลต่อการกำหนดจำนวนสินค้าคงคลังที่ต้องเก็บน้อยที่สุด และมากที่สุดด้วย

6. **การตรวจนับสินค้า**
เมื่อมีการหยิบสินค้าออก เก็บสินค้าเข้าชั้น ก็ต้องมีการตรวจนับสินค้าว่าคงเหลืออยู่เท่าไหร่ กระบวนการตรวจนับควรจะง่าย ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน จำไว้ว่ายิ่งคนเราวุ่นวายกับตัวเลขจำนวนมากเท่าไหร่ ความผิดพลาดจะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น กำหนดวิธีการตรวจนับที่สะดวก แต่แม่นยำเป็นการป้องกันความผิดพลาดได้ในระดับหนึ่ง

7. **โปรแกรมการค้นหาสินค้า**
คนสมัยก่อน จะใช้ปากกาจดรายการสิ่งของลงในสมุด เวลาจะค้นหาว่า สินค้าเก็บไว้ตรงไหน เหลือเท่าไหร่ ถ้าคนที่หาไม่ใช่คนที่บันทึก ก็จะใช้เวลานานกว่าจะได้คำตอบ ไม่เว้นแม้แต่การทำงานในปัจจุบัน แม้ว่า จะใช้โปรแกรม Excel เก็บข้อมูลไว้ เมื่อจะใช้สอบถามข้อมูลสินค้า ก็เพียงกด ctrl+F แล้วค้นหา แต่ถ้าคุณมีข้อมูลในนั้นมาก หรือย้อนหาข้อมูลสมัย2-3 ปีที่แล้ว Excel คุณอาจจะแฮงก์ จึงขอแนะนำให้มีโปรแกรมสินค้าคงคลังแบบง่าย ๆ ไว้ใช้ ดีกว่าการใช้ Excel ในการจัดการ ปัจจุบัน โปรแกรมจัดการคลังสินค้ามีการพัฒนาออกมามาก ธุรกิจเล็ก ๆ สามารถซื้อหาได้ในราคาถูกแสนถูก เผลอ ๆ มีออปชั่นเสริมเพียบ

8. ***ความสำคัญของพนักงานคลังสินค้า**
สุดท้าย ท้ายสุด กิจกรรมใด ๆ ในคลังสินค้า ย่อมยังต้องมีคนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหยิบ การเก็บ การบันทึกข้อมูล การตรวจนับสินค้า เชื่อหรือไม่ว่า ความผิดพลาดทั้งหลายในคลังสินค้า เช่น ของหาย ของหาไม่เจอ ของเต็มคลัง ล้วนแล้วแต่มาจากคนทั้งสิ้น โปรแกรมไม่ช่วยให้ความผิดพลาดหายไป เช่นนั้นแล้ว คุณต้องจัดทำนโยบายการทำงาน และอบรมพนักงานคลังสินค้าให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เขาต้องเกี่ยวข้องและตัวเขาเองที่มีต่อบริษัท ทุกกิจกรรมที่เขาทำอยู่ทุกวัน มีผลต่อการดำเนินธุรกิจทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงความอยู่รอดของบริษัทและตัวเขาเอง ดังนั้น พนักงานทุกคนในคลังสินค้า จึงมีความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

(ทิ้งท้ายแม้แต่ที่ปรึกษาเก่ง ๆ โปรแกรมแพง ๆ ก็ไม่อาจช่วยปรับปรุงแก้ไข และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังของท่านได้ หากพนักงานของท่านไม่ให้ความร่วมมือ)

เรื่องง่าย ๆ กับการจัดการคลังสินค้า ที่ตอนนี้ คุณได้รู้แล้ว
และพรุ่งนี้ คุณจะคุยกับใคร ก็ รู้ เรื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.clearlyinventory.com/
แปลโดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

10 นิสัย ผู้นำยอดแย่



โลจิสติกส์ ไม่ใช่แค่การจัดการสินค้า วัตถุดิบ การผลิต แต่ความสำเร็จที่จะบริหารโลจิสติกส์ให้สำเร็จ ส่วนหนึ่งก็มาจากผู้นำที่ดี ที่จะนำพาให้องค์กรและทีมงาน บรรลุเป้าหมายได้อย่างสวยงาม

10 นิสัย ผู้นำยอดแย่ 

1. เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง
บางคนถือตัวว่าดีกว่าคนนั้น ดีกว่าคนนี้ โดยเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน และมองคนอื่นไม่เก่ง ไม่มีดีเท่าตัวเอง โดยลืมคิดว่าไปว่า ทุกคนเริ่มจาก 0 เหมือนกันหมด คุณอาจมีเยอะกว่าด้วยมาจากการอาศัยบารมีคนอื่น ไม่ใช่ด้วยตัวเอง คุณอาจสวมหัวโขนเป็นหัวหน้า เป็นเจ้านาย ด้วยโอกาสคุณมากกว่า ไม่ใช่ด้วยความสามารถ คุณอาจจะมีความสามารถเยอะกว่า แต่คุณก็ไม่สามารถทำงานได้สำเร็จด้วยตัวคนเดียว คูณอาจทำงานสำเร็จด้วยตัวคนเดียว แต่ไม่ใช่ทั้ง 365 วัน 
เพราะงั้น ถอดหัวโขนที่คุณสวมอยู่เมื่อไหร่ คุณก็ไม่ต่างจากทุกคน ชนะเขาด้วยความรัก ความเข้าใจ ความเมตตา กรุณา ดีกว่าจะใช้อำนาจข่มคนอื่น

2. ชอบขัดคอคนและโอหัง
เห็นใครทำอะไร เป็นไม่ดีไปซะทุกอย่าง ความคิดข้าถูกอยู่คนเดียว ไม่เปิดใจฟังคนอื่น หน้าเชิดใส่ใครทุกคน 
เหนื่อยไหม ลองถามตัวเองดู มันจะเหนื่อยน้อยลงรึป่าว ถ้ามีคนมาช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันหาทางออก

3. ไม่เอาธุระกับการบ้านการเมือง
ขี้เกียจ มุ่งสนใจแต่ตัวเอง งานส่วนรวมไม่เคยยุ่ง ไม่เคยยื่นมือเข้าไปอาสาให้ความช่วยเหลือ ถ้าตัวเองไม่ได้ผลประโยชน์ ก็ไม่คิดจะทำ
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม คุณเกิดมา ได้อะไรมากมายจากโลกนี้ที่สร้างให้คุณอยู่และเติบโตมานาน คุณทำงานในองค์กร มีคนช่วยเหลือ สอนงานคุณ แบ่งปันงานให้คุณได้ทำ นับแต่วันที่คุณเข้ามาทำงาน คุณได้รับความช่วยเหลือมาแต่แรก ดังนั้น คุณก็ควรช่วยเหลือผู้อื่นกลับคืนไปบ้าง

4. เป็นคนหน้าซื่อใจคด ทำอะไรเห็นแก่ญาติพี่น้อง
ผลประโยชน์พวกพ้อง ญาติพี่น้องมาก่อน ไม่สนว่าสิ่งที่ทำมันผิด ลูกน้องที่ช่วยเหลือกันมาไม่เคยได้แบ่งปันจากลูกพี่ เพราะลูกพี่เอากลับไปแบ่งคนที่บ้าน แต่พอมีปัญหาในงาน กลับนึกถึงลูกน้องก่อนใคร นอกจากนั้น ยังไม่ซื้อสัตย์กับองค์กร โกงอะไรได้ ขอโกง จิ๊กอะไรในบริษัทกลับไปใช้ได้ ก็ขอสักหน่อย ถ้าเป็นจำนวนน้อย ๆ ก็คงไม่มีใครว่าอะไรมาก จริงหรือ??!! พอเล็กน้อยทำได้ เลยจิ๊กบ่อย ๆ ตลอด ๆ อันนี้ก็ควรหรือที่จะทำ


5. เป็นคนมีอุบายมาก แต่ความเด็ดขาดมีน้อย
เป็นพวกช่างวางแผน กำหนดแนวทางไว้มากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำควรทำ คือการวางแผนก่อนจะลงมือทำอะไร เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ มีแผน 1 แผน 2 แผน 3 แผน... เต็มไปหมด แต่พอถึงเวลาที่แผนมีปัญหา กลับตัดสินใตไม่ได้ ว่าจะเปลี่ยนแผน หรือลุยต่อ จะตัดปัญหา หรือจบปัญหา จะแก้ไขยังไง หรือจะยกเลิกปฏิบัติการ พอปัญหามาก ๆ ก็เลี่ยงปัญหามันซะเลย ด้วยการโบ้ยให้คนอื่นช่วยแก้ หรือล้มกระดานมันซะ
แผนมีเยอะ แต่ที่มีไม่เยอะ คือความเด็ดขาด ฟันธงไปเลย ว่าจะไปทางไหนดี 

6.ชอบแต่คนมีหน้ามีตา
อันนี้เรียกอีกอย่างว่าพวก "เลีย" เลียแข้งเลียขา ใครมีหน้าตา ใครเป็นเซเลป ต้องไปเกาะเขา ไปทำให้เขารู้จัก ทำความสนิทสนม เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ หรือเพื่อให้คนอื่นเห็นว่า นี่ง่ะ คนนี้รู้จักฉันนะ ใครไม่มีชื่อเสียง ใครไม่ใช่เซเลป อย่าหวังว่าเราจะได้รู้จักกัน
อะอะ เกาะคนอื่นน่ะ มันไม่มั่นคงเท่าการยืนบนขาตัวเองนะ

7. เลี้ยงแต่คนใกล้ชิด
ความสำเร็จมาจากการทำงานเป็นทีม รางวัลต่าง ๆ ที่ได้มา ควรจะให้กับทุกคนที่ช่วยเหลือกัน ทำงานรวมกัน แม้แต่ละคนจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากบ้างน้อยบ้าง แต่ทุกคนก็มีส่วนร่วม ผลตอบแทนจากความสำเร็จของทีม จึงไม่ใช่แค่คนใกล้ชิดเท่านั้น แต่คือของทุก ๆ คน
การลำเอียงหาคนใกล้ชิด เป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกแบบไม่ตั้งใจ 

8.ชอบฟังแต่คำยุให้รำตำให้รั่ว
คิดเองไม่เป็น วิเคราะห์และวางแผนไม่ได้ ใครว่าซ้ายดี ก็ไปซ้าย ใครว่าขวาดี ก็ไปขวา ใครฟ้องอะไร ก็เชื่อ ใครยกหางให้ ก็ส่งเสริมเขา ไม่เคยฟังเหตุผล ไม่เคยหาข้อเท็จจริง 
เจ้านายแบบนี้ ลูกน้องปกครองง่าย ไม่ต้องทำงานให้ดี แค่ปากดีก็สบายล่ะ

9. แยกผิดถูกไม่เป็น
ต่อจากข้อ 8 เลย ในเมื่อเชื่อเขาไปหมด ไม่ได้สืบหาข้อเท็จจริง ไม่ฟังความหลายด้าน อะไรที่ดีต่อตัวเอง นั่นคือถูก อะไรที่แย่กับตัว นั่นคือผิด สองมาตรฐานยังน้อยไป คนแบบนี้เรียกว่ามีหลายมาตรฐาน 
เป็นผู้นำคนอื่น มันต้องมีมาตรฐาน ควบคุมทุกคนด้วยกฎข้อเดียวกัน ไม่ใช่พวกฉัน กฎข้อนึง พวกอื่น ใช้กฎอีกข้อ เละสิครับ

10 ไม่รู้แจ้งในกลยุทธ์และตำราพิชัยสงคราม
เป็นผู้นำคนอื่น แต่วางกลยุทธ์สู่การบรรลุเป้าหมายไม่ได้ แล้วจะเป็นผู้นำไปทำไม ผู้ตามทุกคน กำลังรอว่าผู้นำจะพาไปทางไหน ถึงจะเจริญเติบโตทั้งองค์กร ตัวผู้นำ และตัวผู้ตาม รบทีไร ไม่แพ้ ก็ชนะแบบเจ็บตัว แสวงหาชัยชนะอย่างยากลำบาก 

ผู้นำแย่ ๆ อย่าได้ให้มาบริหารจัดการโลจิสติกส์เลย แค่นี้ต้นทุนก็เยอะ ของจะขายก็ไม่มี ของที่มีก็ไม่ได้ขาย กำจัดผู้นำแย่ ๆ เหล่านี้ออกไปจากองค์กรเถอะท่าน

กูรู้ กูรู ลอจิสจิกส์ กับ อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo