วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ไม่รู้ เลยไม่ทำ หรือรู้ แต่ไม่ทำ


คำตอบที่มักจะได้ เวลาสอบถามโรงงานว่า อยากเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านลอจิสต์มั้ย ทุกทีจะตอบทันทีว่า "อยากมากกกก!!!"

ที่ปรึกษาฟังแบบนี้ก็รู้สึกได้ถึงความตั้งใจ แต่เมื่อให้คำปรึกษาพร้อมขั้นตอนในการปรับปรุงต่าง ๆ ไปแล้ว คำตอบที่ได้ยินกลับมาคือ "ไม่มีคนพอที่จะลงมาทำตรงนี้อ่ะอาจารย์"

แป่ววววววว!!!

มันน่าตีนักเชียวกับประโยคที่ได้ยินแบบนี้ เพราะ

- ไม่มีคนจริงเหรอ ในเมื่อคนทำงานเต็มโรงงาน
- ไม่มีคนจริงเหรอ ในเมื่อทุกคนมีความเกี่ยวข้องกับงานนี้
- ไม่มีคนจริงเหรอ ในเมื่อทุกคนอยากทำ
- ไม่มีคนจริงเหรอ หรือแค่ทุกคนไม่อยากลำบาก
- ไม่มีคนจริงเหรอ หรือเพราะเพราะต้องเน้นผลิตให้ทัน
- และ ไม่มีคนจริงเหรอท่านผู้บริหาร ถามใจตัวเองดู???

การไม่มีคนเพียงพอในการปรับปรุง เพราะผุ้บริหารไปเน้นที่การผลิตสินค้าให้ส่งให้ลูกค้าได้ตามที่ลูกค้าต้องการ กลัวเสียออร์เดอร์ เสียลูกค้า เวลาทั้งหมดจึงไปอยู่ที่การทำงานบนปัญหาที่ยังไม่แก้ไข รู้นะ แต่เอาไว้ก่อน ขอรับเงินก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน

ในขณะที่ปัญหามีเจออยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น งานผลิตไม่ทัน ของผลิตออกมาไม่ได้ขาย แต่ของที่อยากจะขายกลับไม่มี ส่งของไม่ได้ ลูกค้าไม่พอใจ คู่แข่ง(อย่างจีน)มาแรง กำลังจะแซงเราไปหลายขุม เงินจม เงินหายไปกับเรื่องพวกนี้ตั้งมากแล้ว

ถ้าอย่างนั้น ก็ขอฝากคำถามกลับคืนไปว่า

เงินที่ได้มาน่ะ เอามาจ่ายให้กับตัวปัญหาไปมากแค่ไหน

หรือว่าเงินที่ได้มา เอามาหมุนวน ๆ จนไม่รู้ว่า ตัวเองติดลบกำไรอยู่หรือเปล่า

อยากได้เงินเพิ่ม หรืออยากเสียเงินไปเรื่อยๆ????

ลอง balance ดู ว่าตอนนี้ ฝั่งไหนเอียงไปมากกว่ากัน

ถามกันตรง ๆ แบบนี้แหละ ง่าย ๆ

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตัวอย่างแผนการปรับปรุงการจัดการคลังสินค้า


ปัญหาที่หลาย ๆ คนกำลังประสบอยู่ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ว่าคลังมีปัญหา กลับเป็นว่า รู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่รู้จะเริ่มแก้ปัญหายังไง

วิธีการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ คือการทำ ส. ตัวแรก ใน 5 ส. นั่นคือการสะสาง และค่อยทำสะดวกแล้วจึงสะอาด

สะสางในที่นี้คือการแจกแจงงานที่ทำอยู่ตอนนี้ พื้นที่ที่เราใช้งานทุกวัน มองมันออกมาให้เห็นภาพว่าเราทำอะไรกันอยู่ ถูกผิดไม่ว่ากัน แต่เอาที่ทำงานตามจริง

จากนั้นค่อยมาจัดหมวดหมู่งาน ไม่ว่าจะเป็นหมวดหมู่สินค้า หรือหมวดหมู่ของสถานที่เก็บ จะเก็บอะไรตรงไหนที่ทำให้เราสะดวกในการเข้าถึง ไม่ใช่พอระบุที่เก็บแล้ว แต่หยิบของกันยากเหลือเกิน อันนี้ ก็แทนที่จะแก้ปัญหา กลับเพิ่มปัญหา แล้วที่สุด ก็กลับไปสู่วงจรเดิม ๆ

หากเจอปัญหา ก็ขอให้เป็นปัญหาใหม่ ๆ ที่ทำให้เราได้ทำ "Kaizen" กันมากกว่า "ใครเซ็ง"

เมื่อสะสางและเห็นทางสะดวกในการทำงานและสร้างความสะอาดของคลัง ก็มาลงมือเขียนกระบวนการทำงานที่ใช่สำหรับคลังของเรา (ไม่ใช่คลังของใคร)

อย่าเอากระบวนการคนอื่นมาใช้กับเราโดยไม่ดูตัวเราเอง เพราะเราทำงานไม่เหมือนกัน ขอให้ตั้งเป้าหมายสำคัญในการจัดทำกระบวนการ คือการตอบสนองลูกค้าให้ได้ 4 ถูก คือถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา และถูกใจ

การปรับปรุงสินค้าในคลัง ไม่สามารถทำได้คนเดียว หรือแค่ทีมเดียว แต่ต้องเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ไม่เฉพาะฝ่ายคลัง แต่หมายถึงคนอื่น ๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคลังด้วย เข้านอกออกใน ทำให้ถูกกฏระเบียบ

ซึ่งเป็น ส. สุดท้ายที่ทำให้การปรับปรุงไม่จบไม่สิ้น ส.นิสัย นั่นเอง

แต่อยากจะบอกว่า อย่าเพิ่งไปกลัว ส. สุดท้าย ขอแค่ให้เริ่มทำ 3 ส. แรกให้ได้ก่อน

เพราะถ้าไม่เริ่มนับ 1 ก็ไม่มีวันนับถึง 10

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตัวอย่าง KPI ในคลังสินค้า


มีหลายคนถามเข้ามาเยอะมากว่า ในคลังสินค้า ควรจะมี KPI อะไรในการวัดผลการทำงานได้บ้าง วันนี้เลยขอแชร์ตัวอย่าง KPI 5 ด้าน 5 กิจกรรมและอีก 1 ภาพรวม

องค์กรส่วนใหญ่ มักจะวัดผลการทำงานของคลังตามแบบที่ฝ่ายบุคคลจะมีนิยามและกำหนดมาให้ แต่นั่น ไม่ใช่การวัดผลการทำงานจริง ๆ ของคลังสินค้า

การวัดว่า คนทำงานในคลัง ทำงานดี ไม่ดีนั้น ควรวัดที่กิจกรรมหลักในคลังสินค้า ซึ่งก็ได้แก่

- การรับสินค้าเข้า (Receiving) เช่น ความถูกต้องในการรับสินค้า และระยะเวลาที่ใช้ในการรับสินค้าเข้า
- การเก็บสินค้า (put-away) เช่น เก็บสินค้าถูกที่ และรวดเร็ว
- การเก็บรักษาและการใช้พื้นที่ (Storage) เช่น พื้นที่ใช้ประโยชน์ และระยะเวลาในการเก็บสินค้าคงคลัง
- การหยิบสินค้า (Order Picking) เช่น การหยิบสินค้าได้ถูกต้องและระยะเวลาในการหยิบ
- การจัดส่ง (Shipping) เช่น จัดสินค้าถูกต้องตามใบสั่งซื้อ และการจัดวางสินค้าในจุดที่กำหนดเพื่อจัดส่งได้ตรงกับเส้นทางการจัดส่ง

นอกเหนือจากนั้น หัวใจสำคัญของการดูแลคลังสินค้าคือ 5 ส. ดังนั้นแล้ว ควรจะมี KPI ในด้านนี้ด้วย

แน่นอนว่า KPI ด้านอื่น ๆ อย่าง Competency โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสื่อสาร เนื่องจาก กิจกรรมต่าง ๆ ในคลังสินค้า ความเชื่อมโยงของข้อมูลและการประสานงานมีความสำคัญไม่น้อย ความสามารถในการสื่อสารและกระสานงานกับผู้อื่นจึงควรอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร

คลังสินค้าจะมีผลงานที่มีประสิทธิภาพที่ดีหรือไม่ คนทำงานต้องสื่อสารและประสานงานกับคนอื่นรู้เรื่องด้วย

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เก็บของไว้ทำไม ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว???!!!!


เก็บของไว้ทำไม ถ้าไม่ได้ใช้แล้ว???!!!!

ไม่ว่าจะเป็นคลังวัตถุดิบหรือคลังสินค้า มักจะพบอยู่บ่อย ๆ ว่า หลาย ๆ องค์กรเก็บของที่ไม่ได้ใช้แล้วไว้ เพียงเพราะ

1. ยังไม่มีเวลาไปเคลียร์ (ยังดีหน่อย แสดงว่ารู้ว่าต้องกำจัด)
2. เผื่อจะได้เอามาใช้อีก (อันตรายมาก เผื่อเพื่ออนาคต)

แค่ 2 เหตุผลข้างต้น ก็ทำให้รู้เลยว่า ผู้บริหารมีเงินสำรองอยู่เยอะ ไม่สนใจที่จะกำจัดของไม่ใช้แล้ว เลยเก็บเอาไว้ดูต่างหน้า (หรือยังไง)

เชื่อหรือไม่ว่า ต้นทุนที่ต้องเก็บของไม่ใช้แล้วเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างพนักงานมาเฝ้าของเก่า (เป็นปู้่โสมเฝ้าทรัพย์ - คนรุ่นใหม่ทันกันมั้ย) เสียพื้นที่เก็บของดี (จนต้องขยับขยายที่ใหม่) ค่าไฟ นู่นนี่นั่น ลองคำนวณดูเล่น ๆ เผลอ ๆ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนที่จ่ายไปกับของไม่ใช้แล้ว อาจทำให้คุณผงะได้ ต้นทุนกลายเป็นเงินจม ที่มันอาจทำให้คุณไม่คล่องตัวในการบริการลูกค้าก็ได้

เอ๊ะ แล้วมันเกี่ยวกันยังไง

อ้าว ก็แทนที่จะมีเงินมากขึ้น เพื่อมาพัฒนาเทคโนโลยีเอย มาเพิ่มพนักงานผลิตให้มากขึ้น มีของขายมากขึ้น ได้โบนัส ได้ขึ้นเงินเดือน บลา บลา ก็กลับกลายเป็นจำกัดเงินในกระเป๋าไปซะนี่

มีโอกาสเพิ่มเงินในกระเป๋า กลับละเลยมันไปซะงั้น

ของตายแล้ว หรือใน Logistics เรียกว่า Dead stock นี่ ไม่ได้เกิดประโยชน์กับชีวิต กำจัดมันไปเถอะ ไม่ต่างอะไรกับ คนรักเก่า ที่หมดรักเราแล้ว เก็บไว้ในใจก็รังแต่จะทำตัวเองเจ็บปวด ปล่อยเขาไป (มาเรื่องนี้ได้ไง)

มองหาคำตอบให้กับคำถาม "ของเลิกใช้แล้ว เก็บไว้ทำไม?" "ที่บอกว่าเผื่อได้ใช้นี่ จะเอาไปทำอะไร เขียนแผนและลงมือทำจริงได้มั้ย?"

ถ้าคุณตอบไม่ได้ นั่นหมายความว่า คุณต้อง "กำจัด" มันทิ้ง

หาเวลาจัดการซะและสำคัญที่สุด

อนาคตถ้าคุณมองไม่เห็น "จงอย่าเผื่อปัจจุบันเพื่อมัน"

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เขียน logistics flow


ในการเริ่มต้นปรับปรุงกระบวนการลอจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนในองค์กรนั้น คุณต้องทราบถึงเส้นทางการไหลลอจิสติกส์หรือ Logistics Flow ซะก่อน โดยควรทำ 2 กระบวนการเคียงคู่กันนั่นคือ

Information Flow และ Material Flow

อย่างที่ได้เขียนไปในโพสต์ก่อนหน้าว่า ในกระบวนการของโซ่อุปทาน หรือ ซัพพลายเชนนั้น มีการไหล 3 อย่างคือ

Financial Flow
Material Flow
Information Flow

โดยการทำ Flow 2 แบบหลังนั้น เพื่อจะให้เราได้มองเห็นว่า การเชื่อมโยงของแต่ละจุดทำงาน มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร เพื่อที่จะได้ แงะ แคะ แกะ เกา ว่าจุดใดที่ทำให้ลอจิสติกส์ของเราเปลืองต้นทุนโดยใช่เหตุ

ผังกระบวนการต้องเริ่มนับแต่วัตถุดิบเข้ามาอย่างไร นับแต่มีออเดอร์หรือก่อนมีออร์เดอร์ (Make to Order, Make to Stock? โอกาสหน้าจะมาเขียนให้อ่านกันว่ามันค่างกันอย่างไร) จนกระทั่งสินค้านำขึ้นรถเพื่อส่งให้ลูกค้า ควบคู่ไปกับว่า ข้อมูลจากลูกค้าส่งต่อ/ประสานงานไปยังแต่ละหน่วยงานครบถ้วนทุกแผนกหรือไม่

ทั้งนี้ การวาดผังกระบวนการไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้แผนกใดแผนกหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งทำขึ้นมา แต่ต้องทำร่วมกันในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แน่นอนว่า แผนกวางแผน หรือแผนกลอจิสติกส์จะเป็นผู้นำหลักในการจัดทำขึ้น

หากคุณเป็นผู้บริหาร คุณจะรู้ได้ทันทีเลยจากกิจกรรมและผังกระบวนการนี้ว่า

"เลือดคุณไหลออกจากตัวได้อย่างไร"

ย้ำว่า นี่มิใช่การทำผังคนทำงาน แต่คือการทำผังกระบวนการ

อย่าชี้เป้าที่รายบุคคล แต่ให้ชี้ไปที่กระบวนการ

จำไว้!!

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เปิดกล่องออกมา ไอโฟนจอแตกร้าว เคลมได้เท่าไหร่


เปิดกล่องออกมา ไอโฟนจอแตกร้าว เคลมได้เท่าไหร่

สินค้าที่ส่งกับผู้รับขนส่ง เขารับประกันความเสียหายให้เราหรือเปล่า

สินค้าราคาแพง อย่างไอโฟน เขาชดใช้ตามราคาจริงที่เราซื้อมาหรือเปล่า

คำตอบ

ผู้รับขนส่งโดยทั่วไป อย่างเช่น ไปรษณีย์ DHL TNT FedEx นั้น จะมีการรับประกันความเสียหายอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 2000 บาท

ไม่ว่าสินค้าคุณจะมีราคาเท่าไหร่ก็ตาม

นั่นหมายความว่า หากสินค้าคุณมีราคาสูงกว่า 2000 บาทแล้ว คุณมีทางเลือกดังนี้

1. ทำใจ รอลุ้นว่าสินค้าคุณจะยังอยู่ดียามที่เปิดกล่องออกมาหรือไม่ สวดมนต์ภาวนาให้สินค้าแคล้วคลาดปลอดภัย ท่องนะโม 3 จบใส่คาถาดีที่ได้จากพระเกจิดังก่อนบรรจุสินค้าลงกล่อง(ถ้าคุณคือคนขาย) หรือสาธุ สาธุ ก่อนจะเปิดกล่องสินค้า

2. ซื้อประกันเพิ่มก่อนสินค้าจะถูกส่งออกไป บริษัทผู้รับจ้างขนส่งเหล่านี้ จะมีบริการเพิ่มความคุ้มครองสินค้าตามราคาจริงที่คุณแจ้งไป แต่ต้องจ่ายค่าประกันเพิ่ม เวลาเปิดกล่องมา เจอของแตกเสียหาย ก็เคลมให้เขาจ่ายตามราคาจริงที่ได้เลย ไม่ว่าจะค่าซ่อม (ถ้าซ่อมได้แบบที่พี่เบิร์ดบอก) หรือค่าเครื่องที่คุณซื้อมา

3. ถ้าไม่อยากจ่ายเพิ่ม แล้วก็ไม่อยากลุ้น ก็ต้องแพคสินค้าให้ดี พันและหุ้มห่อสินค้าราวกับว่าคุณกำลังพันมันเป็นมัมมี่ตัวอ้วน (ย้ำ อ้วนมากกก) จากนั้นยัดทุกอย่างที่จะประคับประคองสินค้าคุณลงไปในกล่อง ไม่ว่าจะเป็นเม็ดโฟม พลาสติกกันกระแทก เศษกระดาษฝอย คิดประหนึ่งส่าสินค้าคุณคือ "ไข่" แพคอย่างไรไม่ให้ "ไข่แตก" ดูแลมันราวกับ "ไข่ในหิน" รับรองไม่แตกแน่นอน ลองดูได้เลย

อ้อ ไม่ต้องเขียนประโยคทั้งหลายแหล่บนกล่องเพื่อเตือนเจ้าหน้าที่ขนส่งหรอกนะ อย่างเช่น "ขอร้องล่ะ อย่าโยน" "ห้ามเตะ กูแช่งนะ" "ระวังแตก กูไหว้ล่ะ" บลา บลา บลา เพราะมันไม่มีใครรับประกันว่าเขียนแล้วของจะไม่แตกเสียหาย ตราบใดที่คุณแพค "ไข่" ไม่ดี

ทั้งนี้ แต่ละบริษัท จะมีเงื่อนกำหนดต่างกัน คุณจึงควรตรวจสอบก่อนทุกครั้ง

อ้อ สินค้าไม่ทุกประเภทที่เขารับประกันความเสียหายนะ อย่าง แก้ว แหวน เงิน ทอง เพชร แก้ว กระเบื้อง กระจก

รู้อย่างนี้แล้ว ก็รักษาสิทธิ์ตัวเอง โวยวายให้ถูกต้อง ไม่ผิดตัว

กับ กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แม่น้ำ 3 สาย กับการไหลของ logistics


ในกระบวนการลอจิสติกส์นั้น มีแม่น้ำอยู่ 3 สายที่จะไหลวนอยู่ภายในกระบวนการ และเป็นตัวบ่งบอกถึงความมีประสิทธิภาพในการจัดการลอจิสติกส์หรือไม่

1. แม่น้ำสายวัตถุ เป็นแม่น้ำของการไหลเริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นวัตถุดิบ ไหลเข้าสู่กระบวนการผลิต กระบวนการประกอบ จนกระทั่งออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป และส่งมอบถึงมือลูกค้า

2. แม่น้ำสายข้อมูล นับเริ่มแต่การคาดการณ์ความต้องการลูกค้าของฝ่ายขาย ฝ่ายตลาด ระดมสรรพกำลังร่วมกับฝ่ายผลิต ฝ่ายวางแผน และฝ่ายอื่น ๆ ในองค์กรที่เกี่ยวข้องในการเตรียมวัตถุดิบ เครื่องจักร กำลังคน เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าสำเร็จรูป พรอ้มที่จะส่งมอบให้กับลูกค้า โดยการที่จะได้ผลสำเร็จออกมานั้น ข้อมูลต่าง ๆ ต้องเชื่อมถึงกัน ไม่ขาดหายไม่ว่าจะส่วนใด ๆ และนี่เป็นการไหลที่สำคัญที่สุดในกระบวนการลอจิสติกส์ เพราะเป็นการเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกัน การทำงานเป็นทีมจึงสำคัญมาก หากขาดข้อมูลแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่มาจากการทำงานไม่เป็นทีมเดียวกัน การไม่เข้าใจกัน เกิดการโทษกันไปมา ว่าข้อมูลตกหล่นอยู่ที่ใคร ใครไม่ให้ข้อมูล และอื่น ๆ อีกมากมาย

3. แม่น้ำสายการเงิน แน่นอน วัตถุดิบซื้อมา กำลังคนจ้างมา เครื่องจักรซื้อมา สินค้าขายไปได้เงิน สต๊อคในกระบวนการก่อให้เกิดเงินที่หายไป รวมถึงเวลาที่ใช้ไปอย่างเกินพอดี ก็คือเงินที่ควรจะได้มา สินค้าที่เก็บในสต๊อค ยังไม่ได้ขายออกไป ก็คือเงินที่น่าจะได้ แต่ยังไม่ได้สักที รายจ่าย มากกว่า รายรับ บริษัทก็เจ๊ง พนักงานก็ตกงาน ดังนั้น ในการไหลของกระบวนการลอจิสติกส์ในส่วนของเงินทองนั้น การทำให้ รายรับ มากกว่า รายจ่าย เป็นสิ่งที่เราทุกคนอยากได้ จะทำได้อย่างไร ก็คือการจัดการลดต้นทุนที่ไม่ควรเกิดทั้งหลาย เช่น สินค้าที่ผลิตมามากเกินความต้องการ สินค้าจมอยู่ในสต๊อค ขายไม่ได้ หรือของออกน้อยกว่าของเข้านั่นเอง วัตถุดิบสั่งซื้อมามากเกินกว่าที่ต้องการผลิต เกิดสต๊อควัตถุดิบบวม เสียต้นทุนการจัดเก็บ ของผลิตออกมาน้อยกว่าที่ตลาดต้องการเพราะคาดการณ์ความต้องการตลาดไม่ถูกวิธี ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดภาระทางต้นทุนทั้งสิ้น

สุดท้ายแล้ว ทั้ง 3 สายนี้ ต้องมาบรรจบกันพอดี

หากต้องการให้การจัดการลอจิสติกส์มีประสิทธิภาพ ควรเริ่มจากการพิจารณาการไหลของแม่น้ำทั้ง 3 สายในบริษัทว่า มีแม่น้ำสายไหน ที่ขาดตอน สายไหนบ้างที่มีตะกอนทับถม สายไหนบ้างที่เซาะพังตลิ่ง จนสิ่งแวดล้อมรอบข้างเดือดร้อน

กูรู้ กูรู ลอจิสติกส์ โดย อ.อินทิรา สิทธิเวช
https://www.facebook.com/LogisticsGooRoo